แบงค์ ชินดนัย จากสายเต้นมาทำค่ายเพลง ไม่เคยใช้เส้นน้องชาย แบมแบม GOT7

พูดคุยกับ แบงค์ ชินดนัย ถึงเส้นทางการเป็นคนเบื้องหลังในวงการบันเทิง มาสู่การเป็นผู้บริหารค่ายเพลง ยืนยันชัดเจนไม่เคยใช้เส้น แบมแบม GOT7 น้องชาย ผลักดันตัวเอง

แบงค์ ชินดนัย จากสายเต้นมาทำค่ายเพลง ไม่เคยใช้เส้นน้องชาย แบมแบม GOT7
  • จุดเริ่มต้นเบื้องหลังวงการบันเทิง เป็นครูสอนเต้นในต่างประเทศเก็บประสบการณ์มากมายจากต่างแดน
  • จากครูสอนเต้นสู่การเปิดบริษัทด้าน Support Music Label และเป็นผู้บริหารค่ายเพลง
  • ยืนยันชัดๆ ไม่เคยใช้เส้น แบมแบม GOT7 น้องชาย ผลักดันตัวเอง

อยู่เบื้องหลังในวงการบันเทิงมานานหลายปี สำหรับ แบงค์ ชินดนัย ภูวกุล พี่ชายของนักร้องไอดอลหนุ่ม แบมแบม กันต์พิมุกต์ ภูวกุล หรือ แบมแบม GOT7 โดยมีจุดเริ่มต้นจากการเป็นครูสอนเต้นที่ต่างประเทศ ก่อนจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์มามากมาย จนกระทั่งเปิดบริษัทเกี่ยวกับ Support Music Label ในนาม B HOUSE STUDIO

และล่าสุดกับบทบาทใหม่สุดท้าทาย กับการเป็นผู้บริหารค่ายเพลงE29 MUSIC IDENTITIES ซึ่งมี พิชญ์ โพธารามิก นักธุรกิจชื่อดัง เป็นผู้ชักชวนมาร่วมงานกัน พร้อมทั้งเปิดตัวศิลปินเบอร์แรกของค่ายอย่างนักร้องสาว แองจี้ ฐิติชา สมบัติพิบูลย์ ทายาทร็อกเกอร์ดังของไทย โป่ง ปฐมพงศ์ สมบัติพิบูลย์

บันเทิงไทยรัฐชวน แบงค์ ชินดนัย พูดคุยถึงเส้นทางการเป็นคนเบื้องหลังในวงการบันเทิงต่างแดน ที่กว่าจะมีวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย พร้อมทั้งเคลียร์ชัดเจน ไม่เคยใช้ชื่อเสียงของน้องชายมาผลักดันตัวเองเข้าสู่วงการบันเทิง รวมไปถึงบทบาทในการทำค่ายเพลง และเปิดใจ แองจี้ ฐิติชา ในฐานะศิลปินเบอร์แรกของค่ายด้วย

กว่าจะเป็นคนเบื้องหลัง

เราขอย้อนวันวานไปในวันที่แบงค์ ชินดนัย เพิ่งเริ่มการทำงานในฐานะครูสอนเต้น ซึ่งเขาเล่าให้ฟังว่า “แรกสุดจริงๆ คนเข้าใจว่าเราเป็นครูสอนเต้น แต่จุดเริ่มต้นที่ผมได้ไปต่างประเทศเกิดจากการเป็นครูสอนเต้นจริงๆ ครั้งแรกสุดที่เปิดชื่อในต่างประเทศคือผมลงคลิปในยูทูบคลิปนึง และประเทศฟิลิปปินส์เห็นและส่งอีเมลมาบอกว่าชอบผลงานของเรา รบกวนไปเวิร์กช็อปที่ประเทศฟิลิปปินส์ได้มั้ย ครั้งแรกที่ตกลงยอมและลองก้าวไปที่ฟิลิปปินส์ ทำให้เรามีภาพต่างประเทศขึ้นมาครั้งนึงครับ

หลังจากนั้นภาพมันกระจาย ได้ไปสิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย พอมันได้ไปหลายประเทศ กลายเป็นว่าทุกคนเข้าใจเราในมุมครูสอนเต้นในระดับเอเชีย ได้ไปหลายๆ ที่ มีผลงานในหลายๆ ประเทศ เราทำสถิติเรื่องการทำเวิร์กช็อปหรือจำนวนผู้เรียน คอนเซปต์ต่างๆ ค่อนข้างดี พอเสียงตอบรับดีมากๆ เราก็เริ่มได้ร่วมงานกับค่ายเพลง คนก็ดึงให้ไปเทรนที่นั่นที่นี่ ไปสอนเต้น

พอเรารู้จักกับศิลปินเยอะ รู้จักกับค่ายเพลง เขาก็ให้ Process มากกว่าแค่เต้น ก็เริ่มได้วางกลยุทธ์ สักพักก็ได้เป็นที่ปรึกษา ให้ไปช่วยงานนั้นงานนี้ กลายเป็นได้เริ่มทำ Management รับงานให้ศิลปินบ้าง จนเป็นที่มาของการเป็น Consult โดยสมบูรณ์ของค่ายเพลง และมีโอกาสทำ Consult กับต่างประเทศด้วย ก็เริ่มเติบโตขึ้น จนสุดท้ายเราเปิดบริษัทที่ Support Music Label โดยสมบูรณ์ หลังจากนั้นก็รันได้เลยครับ”

ด้วยความที่เป็นครูสอนเต้นมาก่อน ประกอบกับแบมแบม GOT7 เป็นศิลปินที่เกาหลี ทำให้คุ้นชินกับตรงนี้หรือไม่ แบงค์บอกว่า “ใช่ครับ จริงๆ ผมกับน้องชายคุยกันตั้งแต่แรกสุดเลย น้องไปเบื้องหน้า ผมไปเบื้องหลัง ก็ตีคู่กันมาตลอด แรกสุดผมไม่ได้แฮปปี้กับการเต้นมากขนาดนั้น จนได้มาเต้นกับเพื่อนที่มัธยมก่อนจบออกมา หาตัวเองนานมากกว่าจะรู้ว่าตัวเองชอบเต้น จริงๆ ไม่ได้ชอบขึ้นเวทีด้วยซ้ำ ชอบเป็นคนกำกับภาพด้านการเต้น สเตจเป็นหลักมากกว่า แต่คนจะรู้จักน้องเพราะน้องเป็นศิลปิน ภาพมันชัดเจน ในขณะที่ผมเป็นเบื้องหลัง แล้วเราเป็นคนไม่ชอบเล่นโซเชียลด้วย ภาพมันก็เลยไม่ได้ออกขนาดนั้น

ส่วนน้องทำแซงไปก่อนเลย ผมก็ค่อยตามมาอีกทีนึง แต่ตอนนั้นเราจะเต้นกันคนละมุม น้องจะสนใจด้าน K-POP ในขณะที่ผมสนใจ American Hip-Hop คนละสไตล์ ฝึกแยกกันมาเลย จนวันนึงมันก้าวสู่สายอาชีพครับถึงค่อยมาคุยกันว่าเขาเป็นศิลปิน พี่เป็นเบื้องหลัง ถามว่าได้คุยกันเรื่องวงการมั้ย คุยตลอดไม่ขาดสายเลย ตอนนี้ตลาดตรงไหนโต เป็นคนที่ชอบคุยด้านบิสสิเนสทั้งคู่เลย คุยเรื่องทิศทางในอนาคต เราคุยกันตลอด เราวางแผนกัน 3-5 ปี เล่าสู่กันฟังตลอดเวลาครับ เป็นคนมองการณ์ไกลทั้งคู่”

อีกมุมของแบมแบม GOT7

จากภาพของแบมแบม GOT7 ที่หลายคนจะคุ้นชินกับความเป็นศิลปิน K-POP น่ารักๆ ถามว่ามีมุมไหนที่หลายคนอาจจะไม่รู้ แบงค์บอกว่า “แน่นอนว่าเขาเลือดศิลปินมากๆ แบมแบมเป็นคนที่มีความสามารถทางด้านเบื้องหลังแบบสูงมากๆ Process ทุกอย่างเก่งหมดเลย ไม่ว่าจะด้านตัดต่อหรือ Editor แบมทำ Editor ให้กับคอนเสิร์ตประเทศเกาหลีโดยที่ไม่มีใครรู้ พวกซีจี ภาพ หรือวิดีโอต่างๆ น้องทำเอง น้องแต่งเพลงด้วยตัวเอง หรือกำกับทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเองมาตลอด

อย่างเพลง I’m in Luv ที่เขาแต่งให้แองจี้ก็ใช้เวลาแค่ 4 ชม. จาก 0 เลยครับ ดูวิดีโอน้องแองจี้และเข้าใจน้องปุ๊บ คิดเนื้อเพลง กด Beat สดๆ จนได้เพลงนี้ขึ้นมาเลย Process ทุกอย่างเร็วเกินคาดมากๆ คนในวงการยังบอกว่าแบมมีความสามารถด้านเพลงมากกว่ามืออาชีพในไทยโดยที่คนไม่รู้เลย หลายคนบอกว่าเกินคาดมากจริงๆ ถ่ายรูปเองก็ได้ ดูชุดเองก็ทำได้ วางแผนแม้กระทั่งพรีเซ็นเตอร์ของตัวเอง การรับงานของตัวเอง ดูได้หมดเลยครับ อย่างงานเคาต์ดาวน์ปีที่แล้วที่มาทำกับผมที่พัทยา น้องก็มาวางแผนกับผมว่ายิงพลุยังไง อยากได้ไฟยังไง จะเอาซีจีประมาณไหน สเตจคอนเทนต์จะมีอะไรบ้าง น้องเขาจะเขียนด้วยตัวเองได้หมดเลย”

นอกจากความสามารถ หลายคนก็อยากรู้ว่าเวลาแบมแบมอยู่กับครอบครัวเป็นยังไงบ้าง แบงค์บอกว่า “เป็นตามในภาพที่เห็นในโซเชียลเลยครับ นิสัยเขาเป็นยังไง ของจริงเป็นอย่างนั้นหมด ถามว่ามีวีรกรรมตอนเด็กมั้ยจริงๆ ไม่มีอะไรครับ คือน้องเลือดศิลปินตั้งแต่ 9-10 ขวบ อยากเป็นศิลปินมาก สู้ตายมาตลอด ช่วงที่เขาเป็นศิลปินฝึกหัด คือจากบ้านเรามีจำนวนคนเท่านี้แล้วหายไปคนนึง ผมรู้สึกว่าคนในครอบครัวผมรู้สึกแปลก แต่ตัวผมก็มองว่าคนเรามันมีจังหวะ มีโอกาสในการเติบโตที่มันเข้ามาไม่เหมือนกัน ซึ่งน้องหยิบจับตรงนั้นมันคือทางเลือกที่น้องเลือกครับ น้องรู้ว่าถ้าไปตรงนั้นมันก็ไกลบ้าน และน้องเลือกแล้ว พอเราเข้าใจและยอมรับได้ มันก็เลยไม่ได้อะไรขนาดนั้น ถ้าเราคิดถึงก็แค่โทรหา ไม่ต้องบินไปหา

ตัวผมไม่ได้รู้สึกมาก เพราะพอน้องไปเป็นเด็กฝึกได้ น้องใช้เวลา 4 ปีกว่าที่จะเดบิวต์เป็น GOT7 น้องไปประมาณปีสองปี ผมก็เริ่มทำงานที่เกาหลีแล้ว มันเลยได้เจอกันตลอด ก็ค่อนข้างไว แต่คนไม่ค่อยรู้ครับ ช่วงที่ไปเกาหลีถามว่ามีท้อมั้ย ของน้องผมตอนนั้นเขาเป็น Homesick ครับ ด้วยเขายังเด็กและไกลจากบ้าน มันก็เลยมีบ้าง แต่ค่ายก็ให้กลับมาเดือนนึงและกลับไปใหม่ พอดีขึ้นก็โอเค จนน้องปรับตัวได้ ถ้าช่วงแรกที่ท้อเป็นเรื่องวัฒนธรรม ภาษาส่วนนึง แต่พอเป็นวัฒนธรรม คนเกาหลีไม่เหมือนเรา ความคิดความอ่านก็ต่าง กว่าจะเข้าใจกันก็ต้องใช้เวลาระดับนึงเหมือนกัน”

Survivor

เราถามต่อว่าแล้วตัวแบงค์เองเคยมีช่วงเครียดหรือท้อมั้ย แบงค์ตอบว่า “ส่วนตัวผมไปๆ กลับๆ เลยไม่ได้รู้สึกอะไรขนาดนั้น ถ้ามันจะเครียด คือเราเข้าใจเกาหลีว่ามืออาชีพมากจริงๆ การทำทุกสิ่งจะเป๊ะมากๆ เลยเป็นความกดดันเล็กๆ ครับ แล้วด้วยความที่เราเป็นสาย Survivor อยู่แล้ว รันทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเองมาตลอด พอต้องกระโดดไปอยู่ตรงนั้นคนเดียวก็เลยไม่ได้รู้สึกแปลกอะไรขนาดนั้น”

ถามว่าฮีลใจในวันที่ท้อยังไง ผู้บริหารหนุ่มบอกว่า “เวลามันเหนื่อย ผมก็แค่พักและระบายให้คนรอบๆ ฟัง แต่ผมมองว่าพอเจอสิ่งที่มันใช่ มันเลยให้ความรู้สึกว่าเราเหนื่อย แต่แพสชันเราไม่หมด เราไม่เคยหมดไฟ ไม่เคย burn out เพราะเรากำลังทำในสิ่งที่เรารักอยู่ มันไม่ใช่เรื่อง Work-Life Balance มันกลายเป็น Work is Life ครับผม เรารู้สึกว่าสิ่งนี้คือชีวิตของเรา ผมเลยรู้สึกว่ามันคือเรื่องธรรมดามากครับที่เราเจอในทุกวันนี้”

ในวันนี้ที่ชีวิตมาไกล จากสายเต้นมาสู่การเป็นผู้บริหาร เขาบอกว่าจริงๆ ไม่คิดว่ามันจะมาขนาดนี้ ตอนแรกจะทำ Dance Company ให้เติบโตที่สุด จนวันหนึ่งมันก็เกินคาด อยู่ๆ เรามาเป็น Support Music Label พอได้โอกาสอื่นที่นอกเหนือจากการเต้นแล้วทำได้ มันมีจังหวะในการหยิบจับมากขึ้น พอเรารับโอกาสมาและเส้นทางเปลี่ยน กลายเป็นพุ่งไปหลายอย่าง แต่เป็นการตัดสินใจที่โอเค มันเกินคาดมาก “จริงๆ บอกทุกคนมาตลอดว่าไม่อยากเปิดค่ายเพลง เพราะโปรดักต์มันคือมนุษย์ มันมีความวุ่นวาย แต่พอโอกาสมันเข้ามา เราก็คิดว่าถ้าไม่ลองก็ไม่รู้ พอทำก็เกินคาด”

จากนั้นแบงค์เล่าถึงประสบการณ์ทำงานในสายดนตรีว่า “จริงๆ ร่วมงานมาเยอะมาก ทำกับค่ายมาเยอะ ถ้าค่ายเพลงในเกาหลีแทบจะหมดแล้วทุกค่าย พอเราจอยในพาร์ตเบื้องหลัง เช่น เป็น Consult ของ SM Entertainment ดูเรื่องเด็กฝึกจากไทยไปตรงโน้นทั้งหมด เป็นตัวแทนของรัฐบาลเกาหลี เคยทำกับรัฐบาลของสิงคโปร์ เคยจอยกับ Universal, Warners มาก่อน มันก็ได้ร่วมกับหลายที่มาเหมือนกัน”

ถามว่าช่วงโควิดที่ผ่านมากระทบเยอะหรือไม่ ผู้บริหารหนุ่มบอกว่า “เราไม่ได้กระทบเยอะมาก เราค่อนข้างรู้แรกๆ เหมือนเรารู้ว่าเดี๋ยวโควิดระบาดและส่งผลกระทบอะไรบ้าง มันเลยมีการวางแผนล่วงหน้ามาก่อน จริงๆ ผมรู้จักกับพาร์ตเนอร์ในจีน และเรารู้ว่ามีการระบาดเกิดขึ้น เหมือนรู้ล่วงหน้าแบบสั้นๆ เราก็เลยวางกลยุทธ์ใหม่ กระจายบอกกับลูกค้า พาร์ตเนอร์เราทุกคนว่ากำลังจะมีเรื่องนี้เกิดขึ้น ให้ทุกคนเตรียมรับมือแบบนี้ๆ และหันมาสู่ด้านออนไลน์ก่อน ก็มีคนเชื่อและไม่เชื่อ แต่การที่เราปรับกลยุทธ์ให้ลูกค้าเราโดยรวม ถ้าพูดตรงๆ บริษัทผมแทบไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลยจากโควิด พอโควิดมา เรากลับเติบโตอย่างรวดเร็ว มีเงินทุนในการสร้างตึกขนาดใหญ่ทันที เพราะช่วงโควิดเรารับมือกับมันได้ดีจริงๆ”

ไม่เคยใช้เส้นน้องชาย

ถามว่าในช่วงโควิดทำให้ไม่ค่อยได้เจอกันกับแบมแบมหรือไม่ แบงค์บอกว่า “จริงๆ ช่วงโควิดทำให้ได้เจอได้คุยเยอะขึ้น เพราะทุกคนเริ่มว่างขึ้น ก็คุยทางออนไลน์ เขาไปเตรียมงานที่ค่าย แต่เขาออกอีเวนต์ไม่ได้ เย็นๆ ค่ำๆ ก็เลิก ก็มานั่งคุย เล่นเกมกันได้เยอะมากๆ มันเหมือนทำงานแบบสบายๆ ทั้งคู่ แต่ถ้าเจอตัวก็ไม่ได้เจอ เพราะบินเข้าออกไม่ได้ แต่เอาจริงๆ ผมเจอน้องชายมากกว่าน้องสาวตัวเองอีกครับ ถามว่าคิดถึงมั้ยก็ปกติครับ แต่โลกออนไลน์เชื่อมให้เราถึงกันได้เร็ว เลยรู้สึกว่าเหมือนไม่ได้ห่างกันเลยครับ”

ส่วนความรู้สึกถึงน้องชายอย่างแบมแบม เจ้าตัวบอกว่า “ผมรู้สึกว่าพอเราเป็นสายเลือดเดียวกัน ความคิดความอ่านเราเหมือนกันมาก เราแชร์กันเกือบทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านงาน แฟชั่น สิ่งที่ชอบ เกม เราคุยกันเยอะมากๆ มันเหมือนดูโอ้มากกว่า เหมือนเป็น Life Partner ที่เป็นสายเลือดเดียวกัน เราแชร์กันทุกอย่าง แค่เป็นในฐานะเบื้องหน้ากับเบื้องหลัง จริงๆ ในมุมที่ตัวผมรู้สึกภูมิใจ ผมรู้สึกว่าน้องเป็นคนที่เข้าใจโลกได้เร็ว น้องมีความกล้าหาญในการตัดสินใจทุกสิ่ง ผมรู้สึกว่าเราต่างคนต่างสู้ในมุมของตัวเองครับ

คือเวลาเราไฝว้ หลายคนจะคิดว่าเอ๊ะ ผมใช้ Value ของน้องชายในการดันตัวเองหรือเปล่า จริงๆ ไม่เลย เราต่างคนต่างไฝว้ด้วยตัวเองมาตลอดครับผม และเราประสบความสำเร็จด้วยกันทั้งคู่ เหมือนเราให้คำแนะนำกันและกันตลอดครับ แต่เราไม่ได้ช่วยเหลือกันในเรื่องของเส้นสาย ไม่ได้ใช้พาวเวอร์ในการใช้นามสกุลเดียวกันในการช่วยกันเลยครับ

อย่างเวลาผมไปทำโชว์ให้กับแบมเอง ทุกคนจะคิดว่าอ๋อ ถ้ามีน้องชาย พี่ชายก็ได้ทำอยู่แล้ว แต่เปล่าครับ ตอนนั้นที่ผมได้ไปทำโชว์ของงาน KCON ให้น้องชาย ตอนนั้นผมเป็นตัวแทนของ CJ Entertainment อยู่แล้วในประเทศไทย น้องชายได้เข้ามาโชว์ ตอนแรกน้องไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมเป็นคนทำโชว์ เพราะผมบอกกับทีมงานว่าไม่ต้องบอกแบมนะ เดี๋ยวค่อยไปเซอร์ไพรส์บนเวทีว่าเราได้ทำ

หรือที่คนคิดว่าผมเปิดสายที่เกาหลีได้เพราะว่ามีน้องชายอยู่ จริงๆ ผมเข้าเกาหลีได้เพราะว่ารัฐบาลดึงผมเข้าไปในฐานะคนที่มีบทบาทกับวงการบันเทิงเกาหลีคนนึง คือผมอยู่เบื้องหลังมาตลอดแต่คนไม่ค่อยรู้ คนเข้าใจอีกแบบ แต่จริงๆ เรารู้ว่าเราไฝว้กันแบบไหนทั้งคู่ และต่างคนต่างคอมพลีตของตัวเอง แล้วความคอมพลีตของทั้งคู่มันซัพพอร์ตกันและกันได้อีก อย่างผมทำคอนเสิร์ตได้แล้ว ผมก็ถามน้องว่ามาเล่นมั้ย หรือน้องบอกว่าอยากเล่นอันนี้มาได้มั้ย มันเป็นการแลกกัน มันเหมือนคอนเน็กชันของเราลิงก์กันได้โดยสมบูรณ์จริงๆ”

ผู้บริหารค่ายเพลง

เราถามแบงค์ถึงการตัดสินใจรับหน้าที่ผู้บริหารค่ายเพลง E29 MUSIC IDENTITIES ซึ่งเจ้าตัวเปิดเผยว่า “เดิมทีผมทำบริษัทเกี่ยวกับ Support Music Label ชื่อ B HOUSE STUDIO อยู่แล้ว เราดูทุกกระบวนการไม่ว่าจะเป็นครีเอทีฟ, โปรดักชัน, Performance, Choreographer ดูวิธีการลงทุนให้กับค่ายเพลง ดู Strategy คือดูทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเอนเตอร์เทนเมนต์ เราซัพพอร์ตได้หมดครับ ทำที่ต่างประเทศมา 7 ปี แต่ไม่ค่อยได้ทำในไทย ทำในต่างประเทศเยอะกว่า

และผมเคยมีโอกาสร่วมงานกับโมโน 29 เลยทำให้รู้จักกับคุณพิชญ์ โพธารามิก ซึ่งทางคุณพิชญ์อยากทำธุรกิจด้านค่ายเพลง อยากผลักดันให้ไปได้ไกล ก็เลยมาคุยกัน พอคุยกันเป้าหมายของเราก็ใกล้ๆ กัน ผมก็อยากทำผลงานให้มันเป็นโกลบอลตามความสามารถและคอนเน็กชันที่ผมมี ซึ่งคุณพิชญ์ก็อยากได้อย่างนั้นเช่นกัน ก็เลยจับมือกัน ใช้คอนเน็กชันและประสบการณ์ของผม รวมกับเงินทุนของคุณพิชญ์ เลยเกิดค่ายนี้ขึ้นมา”

ส่วนเหตุผลที่ตัดสินใจรับ แบงค์บอกว่าเป็นเพราะเมืองไทยเป็นบ้าน และทุกอย่างอยู่ในนี้หมด ตอนแรกคิดว่าไปต่างประเทศแล้วไปสร้างชื่อตรงนั้น แต่สุดท้ายหนีไม่พ้นบ้านตัวเอง ได้กลับมาทำในบ้านตัวเองเพิ่มเติมด้วย เลยวิ่งตีคู่กันมา พอเป็นโอกาสที่เขาทาบทามมาเป็นผู้บริหารที่นี่เพิ่มเติม เลยคิดว่าลองดู เราจะได้สามารถสร้างเส้นทางกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างได้ชัดขึ้นและเร็วขึ้น

จุดขายของค่าย แบงค์บอกว่าข้อดีคือเราทำงานแบบรวมทีม รวมผู้เชี่ยวชาญจากต่างชาติหลายๆ ที่มาช่วยกันทำ สิ่งที่ดีก็คือกรอบความคิด มีการครีเอทีฟจากค่ายที่ค่อนข้างกว้าง แต่ละสิ่งที่เราทำขึ้นมาหลายคนคาดเดาไม่ได้หรือเกินคาด ในแต่ละชิ้นงานจะมีความเซอร์ไพรส์จากบางสิ่งบางอย่างอยู่เสมอ สองมั่นใจว่าคุณภาพของเราเต็มที่ พร้อมทั้งเผยเป้าหมายว่าจะพยายามผลักดันให้เป็นระดับเวิลด์สแตนดาร์ดให้ได้ เป็นค่ายคนไทยที่เข้าสู่ตลาดเอเชียหรือระดับโลก ซึ่งปัจจุบันกำแพงภาษาน้อยลงแล้ว ถ้ากำแพงภาษาไม่มีแล้ว จะเป็นคนไทยกลุ่มหนึ่งที่ลงไปสู้ในระดับโกลบอล ก็ขอให้เป็นค่ายหนึ่งที่ไปอยู่ตรงนั้นได้

แบงค์เผยเหตุผลที่เลือก แองจี้ ฐิติชา เป็นศิลปินของค่ายไว้ว่า พอวางโครงสร้างของค่ายเสร็จก็แคสต์ศิลปินเยอะมาก โดยอยากได้ศิลปินที่สร้างผลงานให้ตัวเองได้ มีความเป็นศิลปินในตัวเองสูง มีความสามารถหรือมีความเข้าใจในกระบวนการค่ายเพลง ซึ่งแองจี้เป็นคนเดียวในตอนนั้นที่ได้ครบหมดทุกอย่างจริงๆ “นโยบายของเรา เราจะให้ศิลปินเป็นผู้เริ่มสร้างเส้นทางเดินของตัวเอง เพื่อให้เขาเป็นเจ้าของผลงานในทางของเขาได้มากที่สุด โดยที่ค่ายซัพพอร์ต เราสนับสนุนความคิดเขา ช่วยประกอบให้เขาได้เต็มที่ที่สุด น้องเป็นหนึ่งคนที่ทำได้ทุกอย่าง จริงๆ ผมเจอน้องเขาอยู่แล้วตั้งแต่น้องเขาอยู่ค่ายกามิกาเซ่ เคยร่วมงานกับน้องตอนอยู่โมโนมิวสิก พอถึงเวลาเลยเรียกน้องมาแคสต์ ก็เห็นผลงานของน้องว่าเก่งมากๆ เลยรู้สึกว่าทุกอย่างมันครบมากๆ”

ด้านแองจี้เผยความรู้สึกในวันที่ได้มาเป็นศิลปินในค่ายว่า “ก็ตื่นเต้นค่ะ ดีใจที่ได้รับโอกาสนี้จากพี่แบงค์และ E29 จริงๆ หนูชอบทำเพลงอยู่แล้ว เป็นความฝันของเราอยู่แล้วที่จะเป็นศิลปิน พอได้คุยกับค่ายเรื่องทิศทาง เขาก็บอกว่าเขาอยากทำให้ผลงานมันเป็นมาตรฐานสากล อยากตีตลาดเมืองนอก ซึ่งเราก็รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่เราอยากทำอยู่แล้ว อยากไปตรงนั้นอยู่แล้ว ก็เลยรู้สึกว่าที่นี่น่าจะตอบโจทย์เรา จากวันที่เป็นกามิกาเซ่ตอนนั้นหนูยังเด็กมากๆ ใหม่มากๆ กับทุกอย่าง พอมาอยู่ที่นี่และเวลาผ่านไปก็ได้เรียนรู้อะไรเยอะขึ้น หนูรู้สึกว่าได้รู้ตัวเองว่าหนูชอบอะไรมากขึ้น ภาพในหัวชัดขึ้น ประสบการณ์ก็หล่อหลอมให้เราเป็นเราในวันนี้ค่ะ

พอได้มาร่วมงาน หนูรู้สึกดีมากๆ ทุกคนน่ารักมากๆ ค่ะ มีความเป็นกันเองมากๆ สามารถแชร์กันได้เลย มันเป็นแฟมิลี่มากกว่าค่ะ หนูรู้สึกว่าเป็นการทำงานที่สบายใจ อย่างตอนที่หนูอยู่กามิกาเซ่ หนูแฮปปี้มากๆ กับการทำงานเพราะเพื่อนร่วมงานทุกคนดีมากๆ ค่ะ หนูรู้สึกว่าสภาพแวดล้อมการทำงานก็สำคัญเหมือนกัน ถ้าเรามีความสุขกับการทำงาน มันส่งผลให้งานเราออกมาดีด้วย ส่วนคุณพ่อ (โป่ง ปฐมพงศ์ สมบัติไพบูลย์) ก็แนะนำให้เราทำเต็มที่กับทุกโอกาสที่ได้รับ เพราะโอกาสไม่ได้มาง่ายๆ เราได้รับมาแล้วก็ควรทำให้ดีที่สุด หนูกับคุณพ่อก็แชร์อยู่แล้วเวลามีปัญหาอะไร”

เปิดตัวเพลงแรกก็ปัง

เมื่อถามถึงเพลงแรกของแองจี้ “I’m in Luv” ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งจนถึงตอนนี้มียอดวิวกว่า 61 ล้านวิวแล้ว กระแสตอบรับดีขนาดนี้ แองจี้บอกว่า “ยอดวิวพุ่งเร็วมาก ก็มีแฟนๆ ต่างชาติและในไทยที่มาซัพพอร์ต มาดูและให้กำลังใจ ดีใจมากๆ เพราะว่าก่อนจะออกเพลงนี้ก็กังวลเหมือนกันว่าฟีดแบ็กจะเป็นยังไง จะมีคนชอบผลงานเราไหม แต่พอออกมาแล้วทุกคนซัพพอร์ตกันดีมากๆ หายเหนื่อยมากๆ เลยค่ะ”

จากนั้นแบงค์เล่าถึงการทำเพลงนี้ ซึ่งมี แบมแบม GOT7 น้องชายของแบงค์ มาช่วยแต่งเนื้อเพลงว่า “ถามว่าแบมแบมมาได้ไง คือผมแชร์กับน้องชาย เขาเป็นสายเบื้องหน้า ผมก็จะทำเบื้องหลังตีคู่กันมาตลอด พอวันนึงเรามีค่ายเพลงก็บอกน้องว่าจะตัดสินใจเป็นผู้บริหารนะ เขาบอกว่าถ้าเลือกได้แล้ว ศิลปินที่เลือกไว้ขอเอามาดูหน่อยว่าเป็นยังไง น้องบอกว่าอยากแต่งเพลงให้กับศิลปินไทยสักคนเหมือนกัน เราก็มาเลือกอีกทีนึง ซึ่งแบมแบมก็เลือกแองจี้มาเหมือนกัน บอกว่าคนนี้เก่งสุด ดีสุดเลย เขาก็เลยขอแต่งเพลงให้แองจี้ จริงๆ ตอนแรกเขาไม่ได้คาดคิดครับว่าฟีดแบ็กจะดีขนาดนี้ เขาคิดว่าจะได้ร่วมงานกับคนไทย ร่วมงานกับผม พอทำเสร็จวันแรกเขาก็รอดูเอ็มวีเหมือนกัน

ฟีดแบ็กก็เกินคาดมาก ถ้าดูจริงๆ จะเป็นยอดวิวของต่างชาติเยอะมากๆ และมีแฟนคลับหรือคนที่มาจากประเทศที่เราไม่คาดคิดด้วยเช่นกัน ตอนแรกเราคิดว่าน่าจะมีวิวจากอินโดนีเซียกับฟิลิปปินส์ตามฐานแฟนๆ ของน้อง แต่กลายเป็นว่ายอดวิวจากอินเดียเยอะแบบหลักล้าน” ด้านแองจี้เสริมว่า “ก็งงเลยค่ะ แต่จริงๆ หนูมีแฟนเพลงต่างชาติอยู่แล้ว เขาตามมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ หนูก็เซอร์ไพรส์มากเหมือนกันที่คนต่างชาติเข้ามาดูเยอะขนาดนี้ ดีใจค่ะที่เชียร์เราขนาดนี้ ยอดวิวขึ้นเร็วมากก็ตกใจมากๆ เหมือนกัน”

กระแสตอบรับที่ดีทำให้กดดันขึ้นหรือไม่ แบงค์บอกว่า “ส่วนตัวผมไม่ได้กดดันอะไรครับผม รอบนี้ถ้าเกิดทำมาแล้วสำเร็จเรื่องของวิว กระแสตอบรับ ผมก็มองว่ามันก็เป็นเพดานอันนึงที่มันขยับขึ้นมาจากสิ่งที่เราทำ ถามว่าครั้งหน้ากดดันมั้ย เรียกว่าเราทำให้มันดีขึ้น และวางแผนให้ดีขึ้น ส่วนตัวไม่ได้กดดันอะไร เราพยายามเต็มที่ให้มากที่สุดครับ ส่วนเพลงต่อไปเรามีการเตรียมตัวล่วงหน้าแล้ว เดี๋ยวเร็วๆ นี้ก็ได้รับชมต่อเลยครับ”

ส่วนโอกาสที่จะได้เห็นแบมแบมมีส่วนร่วมกับค่ายนี้อีก แบงค์บอกว่า “จริงๆ มีแน่นอนอยู่แล้ว จะมีมากกว่าแบมแบมขึ้นไปด้วย อยากให้เซอร์ไพรส์ ถ้าบอกหมดเลยจะเร็วไปนิดนึง จริงๆ เราไม่ได้ทำกับแค่เกาหลีอย่างเดียว เรามีทั้งยุโรปด้วย เอเชียด้วย เรามีแบบกว้างขวางมากจริงๆ แต่เชื่อว่าแต่ละคนที่ได้มาร่วมงานทุกคนจะเซอร์ไพรส์และแฮปปี้ทุกครั้งที่ได้ดูครับ ก็จะเป็นระดับโลกที่มาร่วมงาน แต่ต้องรอดูต่อไป เพราะมันเพิ่งเริ่มต้นจริงๆ”

ทำงานหนักไม่มีวันหยุด

เมื่อเราถามว่าสิ่งที่เป็นห่วงกันและกันระหว่างแบงค์และแบมแบมคืออะไร แบงค์ตอบทันที “สุขภาพครับ เหมือนกันทั้งคู่ จริงๆ เราไม่ห่วงอะไรกันเลยนอกจากเรื่องสุขภาพของทั้งคู่ ถ้าคุยกันประสาบ้านๆ Work-Life Balance ของเราทั้งคู่ไม่ดีเลย ถ้าถามว่าจัดอยู่ในโหมดแย่แค่ไหน ผมคงตอบว่าก็คงเป็นเลเวลสูงสุด น้องชายได้นอนน้อยมาก จริงๆ เขาก็มีนอนเต็ม แต่บางคืนเขานอน 2 ชม. 4 ชม. บางคืนก็ไม่นอน เพราะงานของเขาเป็นวงกลมมากๆ

อย่างของผมก็ไม่มีวันหยุดเลยครับ ทำงานต่อให้ล้าขนาดไหน สมองจะช็อตขนาดไหนก็ต้องทำต่อ ปีนี้ถ้าผมนับวันหยุด ทั้งปีผมมีวันหยุดไม่ถึง 15 วันเลยครับ ทำทุกวันตลอดเวลา ทำโต้รุ่งตลอดเวลา ไม่ได้หยุดเลย ก็ล้าครับแต่หยุดไม่ได้ อยากเที่ยวแต่ลึกๆ เรามองว่าข้อดีของอาชีพเราคือไม่ได้ทำงานอยู่กับที่ที่เดียว มันก็ได้เปลี่ยนสถานที่ เปิดหูเปิดตา มันก็เลยรู้สึกสดชื่นบ้าง ได้เจอคนหลากหลาย เนื้องานเราไม่เคยซ้ำ ครีเอตใหม่ตลอด มันก็ไม่ได้เบื่อซะทีเดียว

ถามว่ามันล้ามั้ย ล้าครับ แต่ในมุมของเราเป็นผู้บริหาร เราไม่ได้เป็นแค่ที่เดียว เราเป็นอยู่ 3 ที่ มันเลยกลายเป็นว่ามีคนอยู่เบื้องหลังเราเสมอ ถ้าวันนึงเราหยุด เขาก็ต้องหยุดด้วย หรือถ้าเราดีเลย์ ทุกคนก็ดีเลย์ตามเรากันหมด มันมีคนพร้อมเดินกับเราอยู่ตลอดเวลา ถ้าหัวเรือไม่แข็งแรง มันก็สะดุด แต่ผมก็อยากให้ทุกคนโตได้เร็วที่สุดครับ

เราถามว่าทำงานหนักไปมั้ย เขาบอกว่า “หลายคนก็พูดเสมอครับว่าไม่อยากให้เอาร่างกายในอนาคตมาใช้ ทำแบบนี้สุขภาพมันเสียเอา ผมก็รู้ครับ และเราก็พยายามดูแลเรื่องอาหารการกิน การนอนถึงแม้ไม่เป็นเวลา แต่พยายามนอนให้ครบ มีฝังเข็มบ้าง กินวิตามินบ้าง ออกกำลังกายเสมอไม่ขาด เราก็ทำทดแทนให้ดีที่สุดครับ เพื่อให้วันนึงได้ถึงเป้าหมายก่อนแล้วเราจะสบาย ถามว่าเคยป่วยหนักๆ มั้ย เคยล้มครั้งเดียวครับตอนปี 2018 ที่ทำไม่ไหวแล้ว แล้วไปนอนให้น้ำเกลืออยู่วันนึงเพราะร่างกายรวน มันอ่อนล้ามาก ตอนนั้นโลกดีเลย์ไป 2 วีกเลย ใครพูดก็หูดับ ไม่ได้ยิน ส่วนของแบมก็หนักครับ แต่ไม่ร่วง เขาสนุกสนานกับชีวิตของเขาตลอดเวลา”

จากนั้นแบงค์เล่าว่าครอบครัวก็เป็นห่วงเรื่องสุขภาพเช่นกัน ทุกคนก็อยากให้มีเวลาเยอะๆ แต่ด้วยไลฟ์สไตล์วงการบันเทิง หาเวลาที่แน่นอนได้ยากมาก ปกติคนทำงานหยุดเสาร์-อาทิตย์ แต่ของพวกเราคือไพรม์ไทม์ วันธรรมดาคือ Process เสาร์-อาทิตย์คือวันโชว์ ส่วนคุณแม่ก็แฮปปี้กับความสำเร็จของลูกๆ แต่ก็เป็นห่วงเรื่องสุขภาพ ส่วนเรื่องงานจะคุยกันชัดเจนในครอบครัวว่าไม่อยากให้แนะนำแบบสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะทำให้ความสามารถในการตัดสินใจคลาดเคลื่อน ถ้าใครทำอะไรได้ดีอยู่แล้วให้เขาทำและตัดสินใจไป เลยไม่ค่อยเตือนเรื่องงานกัน แต่ทุกคนก็อยากให้รวมตัวกันให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แต่ยากเพราะไม่ใช่แค่ของแบงค์และแบมแบม งานของน้องสาวก็ตำแหน่งใหญ่ ต้องดูแลเรื่องแบรนด์ ตารางแน่นมากเช่นกัน

ปิดท้ายแบงค์ฝากถึงแฟนๆ ที่ติดตามและซัพพอร์ตว่า “ขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจ ซัพพอร์ต ไม่ได้อยากขออะไรแฟนๆ แค่ซัพพอร์ตกันเราก็ขอบคุณทุกคนมากๆ อยู่แล้วในทุกด้าน กำลังใจหรือการสนับสนุนนี่แหละเป็นสิ่งที่ตอบแทนพวกผมหายเหนื่อยโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว ไม่มีอะไรจะฝากนอกจากขอบคุณ ไม่ว่าจะทำอะไรทุกคนก็เข้ามาดูตลอดเวลา แค่นี้ก็ดีใจแล้ว ความเหนื่อยสะสมมามันคุ้มค่ามากครับ”.

ผู้เขียน : Penguin บินได้
ภาพ : เอกลักษณ์ ไม่น้อย
กราฟิก :Chonticha Pinijrob

คุณกำลังดู: แบงค์ ชินดนัย จากสายเต้นมาทำค่ายเพลง ไม่เคยใช้เส้นน้องชาย แบมแบม GOT7

หมวดหมู่: ความบันเทิง

แชร์ข่าว

โพสต์ล่าสุด