เจาะเรื่องลึก "เชียร์ ฑิฆัมพร" ชีวิต มิตรภาพ ความรัก จากคนนอกสายตาสู่คนในหัวใจ

เปิดชีวิตผู้จัดสาวหน้าใหม่ไฟแรง “เชียร์ ฑิฆัมพร” ความท้าทายใหม่ที่นอกเหนือจากการแสดง พร้อมเล่าเขินๆ เรื่องความรักกับแฟนหนุ่มนักธุรกิจ จากคนนอกสายตาสู่คนในหัวใจ พร้อมกับข้อความจากหัวใจถึงเพื่อนรักที่จากไป “แตงโม นิดา

เจาะเรื่องลึก "เชียร์ ฑิฆัมพร" ชีวิต มิตรภาพ ความรัก จากคนนอกสายตาสู่คนในหัวใจ

เป็นนักแสดงสาวที่เติบโตอย่างงดงามในวงการบันเทิง สำหรับ เชียร์-ฑิฆัมพร ฤทธิ์ธาอภินันท์ ที่ค่อยๆ เติบโตจเป็นนักแสดงวัยรุ่นไอดอลของเด็กทั่วบ้านทั่วเมือง ตอนนี้โลดแล่นบนถนนสายบันเทิงมากว่า 20 ปี และก้าวเข้ามารับบทบาทใหม่ท้าทายความสามารถสุดๆ อย่างการนั่งแท่นเป็นผู้จัดละคร ที่ตอนนี้ปล่อยผลงานแรกกับการขยับมาเป็นผู้จัด พ่วงกับบทนางเอก ในละคร "กระสือลำซิ่ง" ออนแอร์ทางช่อง 8 ได้เพียงไม่กี่ตอนก็โดนใจคอละคร รับเรทติ้งไปจุกๆ 

งานนี้พลาดไม่ได้ sanook.com ขอพา ผู้จัดสาวป้ายแดงมานั่งพูดคุยกันถึงบทบาทใหม่นี้ พร้อมอัปเดตชีวิตทั้งหมด ทั้งในบทบาทนักธุรกิจสาวไฟแรงที่ประสบความสำเร็จสร้างธุรกิจได้ใหญ่โตเกินอายุ เรื่องราวความรักกับแฟนหนุ่มนักธุรกิจ  "บิ๊ก ธนพนธ์"  นอกจากนี้พลาดไม่ได้กับเรื่องราวมิตรภาพและความคิดถึงของเชียร์ และ เพื่อนรัก "แตงโม นิดา" นางเอกสาวในใจของแฟนๆ ที่จากเราไปแต่ยังคงอยู่ในความทรงจำของพวกเราเสมอ

"กระสือลำซิ่งเป็นกระสือยุคใหม่ ไม่มีตัวแต่ว่ามีหัวใจ เรื่องนี้ต้องฝากด้วยนะคะเป็นผลงานเรื่องแรกในฐานะผู้จัด คือ กระสือกับลำซิ่งเนี่ย เป็นเรื่องของ กระสือเนาะก็จะเป็นผีกระสือแต่ว่าเราเอามาดีไซน์ซีจีแบบใหม่ กระสือที่คุ้นเคยกันอาจจะมภาพจำว่าต้องคายน้ำลายกัน แต่อันนี้เราดีไซน์ให้แบบว่าไส้จกตาสู้ได้เลย ส่วนลำซิ่งเราก็จะตีความเป็นความสนุก ในเรื่องก็จะรับบทเป็นนักร้องกันด้วย"

เป็นเรื่องแรกในฐานะผู้จัด ทำไมถึงเลือกเรื่องนี้มาทำ?

"ต้องบอกว่าเป็นความท้าทายนึงที่เรารู้สึกว่าคำว่ากระสือจะมีภาพจำคือมีหัว มีไส้ แต่เรารู้สึกว่านอกจากเรื่องของการคายน้ำลายในการสืบทอดการเป็นกระสือตำนานหรือที่มาล่ะ เออ ยังไม่มีใครเล่าเรื่องนี้เราก็เลยเอาตำนานของกระสือมาเล่าในแบบที่เราต้องการ ทีนี้ในความเป็นตำนานบทใหม่ในแบบที่เชียร์เล่าในเรื่องนี้มันก็จะมีเรื่องของการย้อนไปพาร์ทอดีต จะมีเรื่องของการกำเนิดเรื่องเวรเรื่องกรรมที่ผูกกันมามันจะมีข้อคิดสอดแทรกที่ใส่ลงในในละครด้วย แต่พอมันผ่านมาจนกลายเป้นกระสือยุคใหม่ อย่างที่บอกไส้ก็จะมีความสนุกขึ้น กระสือจะไม่ได้มีแค่หนึ่งกระสือมีมากกว่าหนึ่งและยังมีฉากไฮไลท์คือสู้กันด้วย เราเรียกว่าเป็นรสชาติในการนำเสนอหน้าละครใหม่แล้วกัน เราเองรู้สึกว่าการที่เรามาเป็นผู้จัดมันต้องมีอะไรใหม่ๆ ที่อยากจะนำเสนอ"

จากนักแสดงสู่ผู้จัด การเปลี่ยนบทบาทครั้งนี้หนักแค่ไหน?

"เหนื่อยคูณร้อย แต่แฮปปี้คูณล้านค่ะ เราทุ่มเทนะแต่ก็ไม่กล้าหวังว่าจะถูกใจคนดูมั้ยแต่น้องในช่องบอกว่าลีดไทม์เกินล้าน เราก็อู้หู มันดีใช่มั้ย ก็คือดีสิ (หัวเราะ) ดีใจอยากจะขอบคุณทุกคนจริงๆ ค่ะ ฟีดแบ็คเกินคาด"

ภาพจาก

"จริงๆ การเป็นผู้จัดเป็นสิ่งที่เชียร์หนีมาตลอดเลย หนีจริงๆ นะ มีผู้ใหญ่หลายๆ คนเคยพยายามอยากให้โอกาส แต่เรารู้ดีว่าการเป็นผู้จัดมันยุบยิบมันปวดหัว มันมีนั่นนี่โน่นอะไรอย่างงี้ แต่พอวันนี้ถ้าเราจะกระโดดมาทำแล้วเราก็คงต้องท้าทายเนาะ แค่ผีอย่างเดียวก็ขนลุกแล้วนะ เพลง เวทีคอนเสิร์ตก็ขนลุกแล้ว มีพีเรียตอีก คือทุกอย่างที่ควรจะขนลุกในฐานะผู้จัดมันมารวมในเรื่องเดียวกัน แต่นี่แหละค่ะ เชียร์ว่ามันเป็นนิสัยเราอย่างนึงที่ทำอะไรสักอย่างก็ชอบความท้าทาย งานยากอะไรแบบนี้ ตอนแรกก็ยังวัดๆ อยู่นะว่า จบเรื่องแรกแล้วจะทำต่อมั้ย แต่ว่าตอนนี้เราอยากทำต่อนะ ถามว่าชอบไหมก็ยังตอบไม่ได้ขนาดนั้นแต่สนุกค่ะ"

"คาดหวังว่าสิ่งที่เรานำเสนอ สรรค์สร้างไปต่างๆ จะเป็นอะไรที่ถูกใจขอแค่ว่าถ้าพูดถึงกระสือแล้วถ้าคุณจะนึกถึงกระสือลำซิ่งเป็นหนึ่งเรื่องที่อยู่ในความทรงจำก็จะเป็นเรื่องที่ดีใจมากๆ เลยค่ะ"

เป็นผู้จัดแล้วงานหน้าจอจะน้อยลงไหม?

"มันเป็นความตั้งใจของเราอยู่แล้วนะคะ งานหน้าจอเราอาจจะน้อยลงเรื่องของการแสดง เพราะงานแสดงเป็นงานที่ต้องใช้เวลาเยอะมากจริงๆ อย่างน้อยๆ ต้องมี 8 เดือน ปัจจุบันพอจังหวะชีวิตเรามันพาให้เราต้องรับผิดชอบเรื่องอื่นที่มันใหญ่โตขึ้น อย่างชาเม่ก็ต้องโฟกัสเรื่องของการเข้าตลาด ไม่ใช่แค่เข้าแล้วจบ เป็นจุดที่เป็นอีกก้าวที่ใหญ่ขึ้นด้วยซ้ำก็จำเป็นต้องแบ่งเวลาตรงนั้นไป"

"ในส่วนของงานแสดงเราก็ต้องขออภัยผู้ใหญ่หลายๆ ท่านที่เคยติดต่อเรามา แต่มันเป็นสิ่งที่เราต้องค่อยๆ เฟดมัน แต่มันเป็นสิ่งที่เรารักมากเลยนะ จริงๆ เราตั้งใจจะเฟดตั้งแต่สักสอง สามปีที่แล้ว แต่นี่แหละค่ะพอเจอบทที่ชอบก็เอาละ เล่นอีกละ (หัวเราะ)  อย่างการมาเป็นผู้จัดเองก็เป็นบทบาทนึงที่ทำให้เราไม่ห่างหายจากสิ่งที่เรารักนั่นแหละค่ะ"

มาถึงเรื่องธุรกิจที่ร่วมทำกับเพื่อนรัก "การ์ตูน นันท์ฐนิชา" ก็เติบโตขึ้นในทุกๆ ปี 

"ขอบคุณทุกคนนะคะ คือ ชาเม่ปีนี้ก็ 12 ปีแล้ว ถือว่าเราเดินทางมาไกล เราก็ยังเดินทางไปในแบบที่เรามั่นคงขึ้นเรื่อยๆ ขอบคุณทุกคนมากจริงๆ เพราะชาเม่ก็หล่อหลอมอะไรให้เราเยอะเหมือนกัน ต้องบอกว่าเราได้ทีมที่แกร่ง กับ การ์ตูน เองเป็นซีอีโอที่วิสัยทัศน์เชียร์ชื่นชมเขาตลอดเขายอดเยี่ยมมาก"

"กับการ์ตูนเองเราเป็นมากกว่าเพื่อน เป็นเหมือนคนในครอบครัว เหมือนทุกส่วนที่คอยซัพพอร์ตกันในชีวิต ปกติแล้วการพูดคุยกับตูนจะเป็นทุกส่วนของชีวิตอยู่แล้วไม่ว่าเรื่องอะไรก็แล้วแต่ โดยเฉพาะเรื่องงานการคุยกันถึงตีสี่ ตีห้า เป็นเรื่องปกติมากของเชียร์กับตูน การ์ตูนเป็นเพื่อนร่วมงาน เป็นผู้นำ เป็นเหมือนเพื่อนแท้ในชีวิต ตูนเป็นให้เราทุกอย่างแล้ว เป็นความโชคดีมากที่เรามาเจอตูน เพราะเราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากเขามาก ภายนอกเขาอาจจะดูอ่อนหวานบอบบาง แต่ข้างในเขาแกร่งกว่าเราเยอะ กลับกันเราอาจจะดูแกร่ง แข็งแรงแต่ข้างในเซนซิทีฟ บอบบาง"

เชียร์-การ์ตูน

"ถามว่ามองว่าตัวเองสำเร็จหรือยังในฐานะนักธุรกิจ เชียร์มองว่าเป้าที่กำหนดมาระหว่างทางมันสามารถทำได้ตามเป้ามาเรื่อยๆ แต่คำว่าประสบความสำเร็จเชียร์ว่ามันไม่มีสูตรสำเร็จ การเรียนรู้ไม่มีสูตรสำเร็จ และความสำเร็จในแต่ละขั้นมันก็ต่อยอดไปได้ในตัวของมันเอง จริงอยู่ที่อาจจะ 12 ปี แล้วที่ชาเม่เป็นแบรนด์ที่ทุกคนเห็นกันมา แต่ในพาร์ทของเชียร์ เชียร์ว่าสิ่งที่เรากำลังจะก้าวต่อไปมันก็ีอะไรที่ให้พัฒนาและเรียนรู้ไปอีกค่ะ"

กับการ์ตูนเป็นทุกอย่างให้กันและกันขนาดนี้มีทะเลาะกันบ้างไหม?

"ไม่เคยมีเรื่องอะไรที่ทะเลาะกันเลย ถึงได้บอกว่าสิ่งหนึ่งที่รู้สึกว่าตัวเองมีบุญเหลือเกินก็คือได้มีเพื่อนเป็นการ์ตูนค่ะ เราเป็นมากกว่าคำว่าเพื่อนจริงๆ ความโชคดีของเชียร์คือ ตูนพร้อมที่จะทำยังไงก็ได้เพื่อเห็นเชียร์เติบโตดีขึ้นไปเรื่อยๆ ไปกับเขา ในทางกลับกันเชียร์เองก็พร้อมที่จะอยู่ซัพพอร์ตเขาไปตลอดในทุกนาทีเหมือนกัน ถึงเชียร์จะเหนื่อยแค่ไหน ง่วงไม่ได้นอน ตีสี่ ตีห้า แต่ถ้าการ์ตูนโทรมาเชีบร์ก็พร้อมจะคุยกับเขา เรารู้สึกว่าเราพร้อมจะอยู่ข้างเขาไม่ว่าเวลาอะไร ส่วนเขาก็พร้อมที่จะซัพพอร์ตให้เราดีขึ้นเรื่อยๆ เขาอยากเห็นเราเติบโต มีเส้นทางชีวิตที่ดีในชีวิตของเราเองค่ะ"

และอีกหนึ่งเรื่องราวที่กระทบจิตใจเรามากในช่วงนี้คือเรื่องการจากไปของ "แตงโม นิดา"

"โอ้โห เรื่องนี้ ก็ยอมรับว่ากระทบใจไปอยู่ช่วงหนึ่งเหมือนกัน เรื่องพี่โมทำให้เรามีช่วงนึงเลยแล้วกันที่ออฟจากงานไปเลย แต่ถามว่าทำไมเราถึงออฟจากงาน คือเรารู้สึกว่า เราต้องการให้เรื่องนี้มันเกิดความยุติธรรม ฉะนั้นแล้วสิ่งที่เราจดจ่อมากๆ มันคือทำไมถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ทำไม ณ ตอนนี้กระบวนการถึงเป็นแบบนี้ สิ่งที่เราได้เห็นได้ติดตามกัน เพราะอะไร ทำทำไมอะไรแบบนี้ ในเมื่อมีคำถามเราก็อยากหาคำตอบ แต่ ณ ตอนนี้ก็ต้องกลับมาซึ่งความรับผิดชอบเนาะ ความรับผิดชอบก็ทำให้เราต้องดำเนินชีวิตต่อ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นถามว่าเราหยุดหาคำตอบไหม เราก็ไม่ได้หยุดหาคำตอบนะ"

แตงโม-เชียร์

"ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นยังไง บางคนอาจจะเห็นว่าเรื่องมันผ่านมาเปนเดือนแล้ว คนจะลืมมั้ย จริงๆ เชียร์ได้ขอบคุณพลังโซเชียลไปแล้วว่าขอบคุณที่ยังอยากเห็นกระบวนการยุติธรรมอยู่ เชียร์ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้มันทำให้เรากล้าที่จะมองซึ่งความยุติธรรมไม่ใช่แค่กับคนคนเดียว แต่จะมีผลกับคนอื่นๆ ต่อไปค่ะ ทุกคนกล้าที่จะออกมาแสดงพลัง เชียร์ว่าตรงนี้เป็นจุดเปลียนมากลเยนะคะ ที่ทุกคนกล้าออกมาทำแบบนี้ และเราเองด้วยซ้ำที่เลือกที่จะหาคำตอบโดยไม่มีความลังเล เพราะว่าเราอาจจะเคยมีความลังเลมีความรู้สึกนึกคิดที่มันอาจจะตีกันในหัว สมมุติว่าเราจะทำแบบนี้ แล้วผลมันจะเป็นยังไง ทำไปใครจะเข้าใจเรามั้ย จะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้หรือเปล่า แต่พอเป็นเรื่องนี้ปุ๊บเรารู้สึกว่าเราแค่ต้องการหาคำตอบ อะไรที่จะเป็นผลกระทบ มี หรือไม่มีไม่รู้แต่แค่อยากหาคำตอบ"

ณ วันนี้หลายคนเห็นความสำคัญกับคำพูดของแตงโมที่เคยบอกไว้ว่าทำไมต้องมาเห็นค่ากันในวันที่ไม่มีเขาอยู่แล้ว

"คำนี้จริงๆ แล้วการที่ถูกนำพูดแบบนี้นั่นหมายถึงก่อนหน้านี้เคยเกิดขึ้นแล้ว แต่ครั้งนี้เชียร์เชื่อว่ามันจะเป็นแรงกระเพื่อมหรือแสงสว่างที่ทำให้คนเห็นคุณค่าตรงนี้มากขึ้นกว่าเดิมค่ะ มันมักจะมีสิ่งที่แบบว่าทำไมต้องมาชื่นชมตอนที่ไม่อยู่ ทำไมต้องมาแสดงความรักตอนที่เขาจากไปแล้วหรืออะไรก็แล้วแต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เป็นเรื่องที่เราพึงกระทำ ระลึกถึง หรือทำดีต่อกัน"

"มากไปกว่านั้นสิ่งหนึ่งที่เชียร์มองเห็นจากเรื่องของกรณีพี่โม เชียร์มีความรู้สึกว่าสังคมโซเชียลในยุคปัจจุบันนี้การจะแสดงความคิดเห็นอะไร อิสระทางความคิดเห็นเรื่องที่ทุกคนมีสิทธิ์ที่เป็นสิทธิมนุษยชนในส่วนของตัวเอง แต่บางครั้งการคอมเมนต์โดยที่ไม่ได้มีการเห็นอกเห็นใจ  หรือการจะคอมเมนต์อะไรตรงๆ โดยไม่แคร์ว่าใครจะรู้สึกยังไงกระทบจิตใจไปแค่ไหน เชียร์เชื่อว่าเรื่องนี้ของพี่โมสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าตรงนี้มากขึ้นอีกนะคะ บางทีเราอาจจะคอมเมนต์ผ่านๆ หรือ พูดลอยๆ หรือแสดงอะไรออกไปแต่คนที่ฟัง โอ้โห บางทีการสะสมอะไรมากๆ โดยไม่รู้ตัว มันทำร้ายจิตใจเขาไปเป็นปี เชียร์ว่าตรงนี้อาจจะทำให้เกิดการเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้นก่อนจะแสดงความคิดเห็นอะไรกันด้วยค่ะ"

แก๊งนักแสดงจาก เบญจา คีตา ความรัก

"มันเป็นความคิดถึง มีความเสียดายหลายๆ อย่างมากๆ เสียดายสุดก็คงจะเป็นตอนที่เราติดต่อไปที่เชียร์พูดถึงเรื่องที่ไปกระทบจิตใจพี่เขาเพราะว่าตอนที่ติดต่อไปจะให้มาเล่นละครด้วยกัน เรามารู้ที่หลังว่าเขามีความไม่มั่นใจเลย เหมือนจิตใจโดนทำร้ายกักเก็บคำอะไรที่มันไปกระทบจิตใจเขาจนทำให้เขาสูญเสียความมั่นใจไปในบางอย่าง เชียร์ถึงหยิบมาพูดว่าบางทีการพูดอะไรออกไปเล็กๆ น้อยๆ ทุกวันอาจจะฝังในใจเขาไปนานมาก แล้วที่เราเสียดายคือ ความคิดถึงที่เราอยากกลับมาอยู่ด้วยกัน มันอาจจะไม่มีโอกาสตรงนั้นไป ทุกวันนี้มันคงไม่ถึงขนาดร้องห่มร้องไห้ฟูมฟาย แต่ในใจไม่ได้คิดถึงน้อยลงค่ะ เราก็แค่หวังลึกๆ เลยว่า หวังให้เขาสบายดี"

ถ้า "แตงโม" ฟังอยู่อยากจะบอกอะไรเพื่อนรักคนนี้

"คิดถึง อยู่มั้ยเนี่ย คิดถึงเว้ย (ยิ้ม) คิดถึงค่ะ หวังให้พี่สบายดีจริงๆ อยากให้พักผ่อนได้อย่างแท้จริง เพราะว่าไม่อยากให้เขาเหนื่อยอะไรอีกแล้ว ไม่อยากให้เหนื่อยเลย ไม่อยากให้อยู่กับวังวนอะไรที่เขาต้องต่อสู้มาเยอะ เยอะมาก ผู้หญิงคนนี้ต่อสู้มาเยอะจริงๆ ก็แค่หวังให้สบายดีแค่นั้นเลย"

พักเรื่องเศร้าๆ มาเรื่องหวานๆ อย่างเรื่องความรักกับนักธุรกิจหนุ่ม "บิ๊ก ธนพนธ์" บ้าง โดนจับตามองเรื่องการแต่งงานเหมือนกัน

"อีกสักระยะนึงเลยค่ะ เพราะฟังแพลนชีวิตดิฉันสิคะ ดิฉันจะเอาเวลาไหนดี (หัวเราะ) ทำงานไปอีกสักระยะก่อน คิดว่าอีกสัก 2 ปี ประมาณนี้ค่ะ" 

"เราสองคนค่อยๆ ปรับกันไปเรื่อยๆ ค่ะ ก็เป็นความน่ารักของคุณธนพนธ์เขาอย่างนึงว่าแบบ เขาเป็นคนพร้อมทุ่มเท ปรับตัวหรืออะไรก็แล้วแต่ทำให้เราเองก็พร้อมจะปรับตัวไปกับเขาเหมือนกัน เชียร์ชื่นชมเขาอยู่อย่าง คือ เขาพร้อมจะสนุกไปกับเราแม้จะเป็นสิ่งที่เขาไม่ถนัดหรืออาจจะเป็นพื้นที่ที่เขาไม่คุ้นชิน เราก็จะกังวลว่าเขาอึดอัดไหม รู้สึกยังไงบ้าง เขาก็บอกสนุกดี อะไรที่เราเอ็นจอยเขาก็เอ็นจอยไปกับเราด้วย"

อะไรที่เขาชนะใจผู้หญิงอย่าง เชียร์ ฑิฆัมพร

"ก็ต้องบอกว่ามาจากการที่ไม่ได้ถูกใจอะไรเลยสักอย่างนะคะ (หัวเราะ) เขาไม่ใช่สเปคเราเลย ไม่ใช่เขาไม่ดีนะคะแต่ว่าไม่ใช่สเปคแบบที่เรามองไว้ในแบบที่จะมาเป็นคู่เรา แต่พอเขาแสดงจุดยืนว่าเขาอยากจะตั้งใจทำอะไรให้เรา เราก็รู้สึกแบบว่า อุ้ย ตายแล้ว แบบสวยขึ้นมาเลยอ่ะ (หัวเราะ) ใครจะมาตั้งใจทำอะไรให้เราขนาดนี้ ตั้งใจไปทำไมอะไรอย่างงี้ เขาก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงอยากทำอะไรให้เราเห็นว่าเขาพร้อมจะเป็นคนนั้นจริงๆ ก็เคยถามเหมือนกัน เขาก็ตอบไม่ได้เหมือกันแค่อยากทำให้ เรายิ่งรู้สึกว่า ตายละ ดูสวยไปอีก บ้าบอมากเลย"

เชียร์-บิ๊ก

ถ้าตัดเรื่องงานทั้งหลายออกไป ความรู้สึกพร้อมสำหรับการแต่งงาน มีครอบครัวหรือยัง?

"ถามได้โดนมาก ดิฉันตื่นเต้นมากเลยค่ะ ดิฉันก็ไม่เคยคิดว่าจะมีภาพแต่งงานมาก่อน เอาจริงๆ นึกภาพไม่ออกเหมือนกันนะ เพราะเราชินกับชีวิตที่แบบว่าทำงาน กลับบ้าน ชาร์จแบตอยู่กับครอบครัว ทำงาน มีอยู่แค่นี้อะไรแบบนี้ แต่พอเหมือนจะต้องสร้างครอบครัวขึ้นมาจริงๆ แล้ว เราก็ตื่นเต้นเหมือนกันเนาะ ก็เขินๆ เหมือนกันเนาะ"

ถ้ามีการเซอร์ไพรส์ขอแต่งงานขึ้นมาล่ะ

"ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วเนอะ ไม่ต้องใกล้ๆ นี้นะคะ (หัวเราะ) อย่าเพิ่งเนาะ เขาก็รู้แหละ เพราะเราก็คุยให้ฟังตลอดว่าจะทำอะไรยังไง เราก็ถามเขาว่ามีส่วนไหนที่เราพอจะซัพพอร์จเขาได้ไหม เขาก็พอจะเห็นแหละว่าช่วงนี้ยังไง ยังไม่ว่างอะไรอย่างงี้ (หัวเราะ)"

ฝากถึงแฟนๆ ของเราหน่อย

"ขอบคุณแฟนๆ นะคะที่เป็นกำลังใจให้นะคะ วันนี้กระสือลำซิ่งก็ถือเป็นอีกบทบาทนึง เป็นอีกหนึ่งชิ้นงานที่เชียร์ตั้งใจมากๆ เลยอยากให้ทุกคนผ่อนคลายและมีความสุขจากการรับชมละครเรื่องนี้ แล้วก็ฝากชาเม่ด้วยแล้วกันปีนี้เป็นอีกหนึ่งปีที่ชาเลนจ์มากๆ หวังว่าเป้าหมายในการเข้าตลาดจะมาจากแรงสนับสนุนของทุกคนเช่นกันนะคะ ขอบคุณจริงๆ ค่ะ"

วันนี้ได้พูดคุยกับ สาวเชียร์ แบบทุกเรื่อง ทุกมุมมอง ต้องบอกว่าขอยกนิ้วให้กับความจริงจัง ตั้งใจ ในทุกบทบาทในชีวิตของเธอจริงๆ สำหรับแฟนๆ อย่าลืมติดจอรอชม "กระสือลำซิ่ง" ละครเรื่องแรกในฐานะผู้จัดของเธอ บอกเลยว่าครบรส ไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

 

 

อัลบั้มภาพ 77 ภาพ ของ เจาะเรื่องลึก "เชียร์ ฑิฆัมพร" ชีวิต มิตรภาพ ความรัก จากคนนอกสายตาสู่คนในหัวใจ

คุณกำลังดู: เจาะเรื่องลึก "เชียร์ ฑิฆัมพร" ชีวิต มิตรภาพ ความรัก จากคนนอกสายตาสู่คนในหัวใจ

หมวดหมู่: ความบันเทิง

แชร์ข่าว

โพสต์ล่าสุด