ชอบด้อยค่าตัวเอง สัญญาณเตือน "Imposter Syndrome"

หากคุณเคยด้อยค่าตัวเอง หรือ รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง แม้ประสบความสำเร็จในชีวิตไม่น้อย นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือน "Imposter Syndrome" หรือ "อาการคิดว่าตัวเองไม่เก่ง" พฤติกรรมแบบไหนเข้าข่ายบ้าง และหากเป็นแล้วควรจะรับมืออย่างไร

ชอบด้อยค่าตัวเอง สัญญาณเตือน "Imposter Syndrome"

หลายคนอาจเคยมีความรู้สึกหรือความคิดเหล่านี้กับตัวเอง เช่น ประสบความสำเร็จมาโดยตลอดหรือหลายครั้งแต่กลับไม่รู้สึกยินดี, มองว่าตัวเองไม่เก่ง ไม่คู่ควรกับสิ่งที่ได้มา หรือ คิดว่าตัวเองไม่ได้เรื่องอะไรเลย ฯลฯ

ความรู้สึกเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของอาการ "Imposter Syndrome" ซึ่งเป็นความรู้สึกที่มองตัวเองในแง่ลบ และรู้สึกด้อยค่า จนบางครั้งอาจกระทบเข้ากับการทำงานการเรียน หรือการใช้ชีวิตได้

Imposter Syndrome คืออะไร?

Imposter Syndrome หรือชื่อภาษาไทยว่า "โรคคิดว่าตัวเองไม่เก่ง"พบได้ตั้งแต่เด็กวัยเรียนจนถึงผู้ใหญ่วัยทำงาน และพบได้มากที่สุดในช่วงอายุ 25-45 ปี ซึ่งเป็นวัยที่กำลังสร้างตัว สร้างฐานะนั่นเอง

ความอันตรายของโรคนี้ไม่ใช่แค่เฉพาะการทำให้ความภาคภูมิใจในตัวเองต่ำลง (Low self-estreem) แต่ยังนำไปสู่โรคซึมเศร้าได้อีกด้วย

จุดกำเนิดของโรค Imposter Syndrome เริ่มต้นขึ้นในปี 2521 โดย 2 นักจิตวิทยาคือ ซูซาน ไอม์ส (Suzanne Imes) และ พอลีน โรส แคลนซ์ (Pauline Rose Clance) ได้ศึกษาปรากฏการณ์ของกลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จ แต่ลึก ๆ แล้วกลับรู้สึกว่าไม่คู่ควร คิดว่าที่ตัวเองสำเร็จได้เพราะโชคมากกว่าความสามารถจริง ๆ ซึ่งความรู้สึกดังกล่าวทำให้ผู้คนเหล่านั้นหวาดระแวง กลัวว่าจะมีคนรู้ว่าพวกเขาไม่เก่งจริง

การศึกษาดังกล่าวพบว่า อาการนี้มักเกิดขึ้นในเพศหญิงที่ประสบความสำเร็จสูงเป็นหลัก ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะค่านิยมทางสังคมที่เพศหญิงจะได้รับการยอมรับน้อยกว่าเพศชายในขณะนั้นแต่ในยุคต่อ ๆ มาก็พบว่าโรค Imposter Syndromeเป็นอาการที่เกิดได้กับคนทั่วไปเช่นกัน

อาการเข้าข่ายImpostor Syndrome

อาการที่เข้าข่ายเป็นโรคคิดว่าตัวเองไม่เก่ง มีลักษณะหลัก ๆ ดังนี้

1. ติดอยู่กับความกังวลว่า สิ่งที่ทำจะไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

นอกจากจะกังวลว่าสิ่งที่ทำอยู่จะไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ ทุกครั้งที่ประสบความสำเร็จ คนเหล่านี้จะกังวลว่าคนอื่นจะจับได้ว่าตัวเองไม่ได้เก่งพอจะมายืนอยู่จุดนี้ และความสำเร็จนั้นได้มาเพราะโชคช่วยหรือจังหวะเวลาเหมาะสมพอดี

2. ไม่ค่อยยอมรับคำชื่นชม เพราะคิดว่าตัวเองไม่คู่ควร

คนส่วนใหญ่เวลาได้รับคำชมมักจะกล่าวขอบคุณด้วยความยินดี หรือถ่อมตัวเล็กน้อยพอเป็นพิธี ส่วนคนที่มีอาการ Imposter Syndrome เกินคำว่าถ่อมตัวไปไกลมาก เขาจะไม่ยอมรับคำชื่นชมจากคนอื่น ไม่ใช่เพราะถ่อมตัว แต่เป็นเพราะรู้สึกว่าตัวเองยังไม่คู่ควรกับคำชมเหล่านั้น

3. นึกถึงแต่สิ่งที่ตัวเองยังทำไม่ได้ หรือทำไม่สำเร็จ

ไม่ว่าคนที่มีอาการ Impostor Syndrome จะประสบความสำเร็จและสร้างผลงานมากมายแค่ไหน เขาก็จะโฟกัสแต่ที่สิ่งที่ยังทำไม่ได้ หรือยังไม่สำเร็จ เนื่องจากคนเหล่านี้ตั้งเป้าหมายและคาดหวังกับตัวเองไว้สูง เมื่อสิ่งที่ทำได้ยังไม่มากพอก็จะรู้สึกแย่กับตัวเอง และรู้สึกว่าตัวเองยังเก่งไม่พอ

4. คิดว่าความสำเร็จมาจากปัจจัยภายนอก ไม่ใช่ความสามารถตัวเอง

มักคิดว่าความสำเร็จที่ได้มา ไม่ได้เป็นเพราะความสามารถของตัวเอง แต่เป็นเพราะปัจจัยรอบข้าง เช่น เวลาเหมาะสมพอดี มีคนช่วยเหลือ ได้รับโอกาส หรือความโชคดี

5. ตั้งเป้าหรือคาดหวังสูง หากไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ จะผิดหวังอย่างรุนแรง

เมื่อตั้งเป้าหมาย คาดหวังในตัวเองสูง จึงทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับสิ่งที่ทำมาก และหากผลลัพธ์ที่ออกมาไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ หรือไม่สามารถทำตามที่ตัวเองตั้งใจได้ ความผิดหวังจึงสูงเป็นพิเศษตามไปด้วย

รูปแบบ Impostor Syndrome

รูปแบบหลักของผู้มีอาการคิดว่าตัวเองไม่เก่งหรือ Impostor Syndrome มีดังนี้

1. รักความสมบูรณ์แบบ (Perfectionist)

คาดหวังในตัวเองสูงมาก ไม่ค่อยพอใจในผลงานของตัวเอง

2. ชอบฉายเดี่ยว (Soloist)

สบายใจที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จด้วยตัวเอง มากกว่าขอให้คนอื่นช่วย

3. ต้องรู้ลึก รู้จริง (Expert)

ต้องมีข้อมูลครบถ้วนก่อนจะลงมือทำ ชอบพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

4. ยอดมนุษย์ (Superman)

ชอบทำงานหนักกว่าคนรอบข้าง ต้องการประสบความสำเร็จในทุกด้าน

5. เกิดมาอัจฉริยะ (Natural Genius)

เรียนรู้/ฝึกฝนสกิลต่าง ๆ ได้เร็ว แต่ถ้าต้องใช้ความพยายามมากถึงจะสำเร็จ จะรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอ

ตัวอย่างคนดังที่เป็นโรคนี้

คนดังระดับโลกหลายคนต่างประสบกับอาการคิดว่าตัวเองไม่เก่ง ถึงแม้จะมีผลงานประสบความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์มากมายก็ตามตัวอย่างเช่น

1. ทอม แฮงค์ส

2. เลดี้ กาก้า

3. เอ็มมา วัตสัน

นอกจากนั้นยังมีดาราฮอลลีวูดที่เคยยอมรับผ่านสื่อว่าเป็น Imposter Syndrome อีกหลายคนอย่าง เมอร์รีล สตรีป, โรเบิร์ต แพตทินสัน และ เคตวินสเล็ต เป็นต้น

ชอบด้อยค่าตัวเอง สัญญาณเตือน

คุณกำลังดู: ชอบด้อยค่าตัวเอง สัญญาณเตือน "Imposter Syndrome"

หมวดหมู่: สุขภาพ

แชร์ข่าว

โพสต์ล่าสุด