พี่แจ๊คก็มา คังคุไบก็มี กลยุทธ์ธุรกิจกาแฟผ่าน "คอฟฟี่ แบรนด์แอมบาสเดอร์"

ค่าจ้างของ "แจ็คสัน หวัง" ในฐานะ "แบรนด์แอมบาสเดอร์" กาแฟยี่ห้อดัง ข่าวว่ามีมูลค่าประมาณ 20 ล้านบาท จะถูกหรือแพง คุ้มหรือไม่คุ้ม แล้วจะมีแผนการตลาดออกมาเป็นซีรีส์อีกหรือไม่นั้น อนาคตจะเป็นผู้ให้คำตอบเอง แต่ที่แน่ๆ แฟนคลับ "พี่แจ๊ค" ถูกใจสิ่งนี้

พี่แจ๊คก็มา คังคุไบก็มี กลยุทธ์ธุรกิจกาแฟผ่าน "คอฟฟี่ แบรนด์แอมบาสเดอร์"

ว่ากันว่า แบรนด์แอมบาสเดอร์ เป็นตำแหน่งที่บริษัททั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้นทุกขณะ เพราะลำพังการใช้โฆษณาทางสื่อไม่เพียงพอต่อการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าแล้วในยุคที่สินค้าแข่งขันกันรุนแรงหลายบริษัทจึงหันมาใช้กลยุทธ์การตลาดผ่านทางตัวแทนแบรนด์ เพื่อโปรโมทและสร้างการรับรู้ให้กับผลิตภัณฑ์ ค่อนข้างชัดว่าส่งผลโดยตรงและเร็วต่อภาพลักษณ์และรายได้ทางธุรกิจในอนาคต หากว่าการเลือกใช้แบรนด์แอมบาสเดอร์นั้นไม่มีเรื่องเหนือความคาดหมายเกิดขึ้น

ตลอดเดือนกรกฎาคมที่ผานมา ได้เกิดปรากฏการณ์ที่สร้างกระแสแบบแรงสุดๆในโลกโซเชียลมีเดียบ้านเราก็ว่าได้ หลัง เนสกาแฟ โกลด์ เครมมา ประเทศไทย(NESCAFÉ Gold Crema)เปิดตัว "แบรนด์แอมบาสเดอร์" คนล่าสุด เพื่อโปรโมทกาแฟสำเร็จรูปผงสีทองระดับพรีเมียมของค่ายที่เวลานี้ใครๆ ก็รู้ว่า คือ แจ็คสัน หวังซูเปอร์สตาร์จากฮ่องกง และสมาชิก GOT7 บอยแบนด์เกาหลีใต้ นั่นเอง

พี่แจ๊คก็มา คังคุไบก็มี กลยุทธ์ธุรกิจกาแฟผ่าน "แจ็คสัน หวัง" แบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุดของเนสกาแฟ โกลด์ เครมมา ประเทศไทย / ภาพ : www.facebook.com/Nescafe.TH

คงไม่ผิดนักหากจะบอกว่า นี่คือประวัติศาสตร์อีกหน้าของตลาด ธุรกิจกาแฟเมืองไทยเพราะไม่บ่อยนักที่จะเห็นแบรนด์กาแฟในประเทศดึงเอาซูเปอร์สตาร์ระดับโลกมาเป็น "แบรนด์แอมบาสเดอร์" ในระดับค่าตัวมหาศาล

การดึงซูเปอร์สตาร์ที่ได้รับความนิยมสูงมาเป็น "แบรนด์แอมบาสเดอร์"พร้อมแคมเปญการตลาดที่ว่ากันว่ามีมูลค่าถึง 300 ล้านบาทนั้น ผู้บริหารระดับสูงของค่ายกาแฟยักษ์ใหญ่แห่งนี้ ให้สัมภาษณ์มาตลอดว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์ เนสกาแฟ โกลด์ เครมมา ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของแบรนด์,สร้างความแตกต่างให้กับตัวสินค้า และสร้างภาพลักษณ์ในตลาดกาแฟพรีเมียมไทย แต่ที่ผู้เขียนเห็นว่าสิ่งสำคัญสูงสุดก็คือ เป้าหมายในการขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มแฟนคลับของ พี่แจ๊ค

ค่าจ้างของ "แจ็คสัน หวัง" ในฐานะ "แบรนด์แอมบาสเดอร์" กาแฟยี่ห้อดัง ข่าวตามหน้าเว็บไซต์บอกว่ามีมูลค่าประมาณ 20 ล้านบาท แต่จะถูกหรือแพง คุ้มหรือไม่คุ้ม แล้วจะมีแผนการตลาดออกมาเป็นซีรีส์อีกหรือไม่นั้น อนาคตจะเป็นผู้ให้คำตอบเอง

แต่ที่แน่ๆ แค่เห็นยอดผู้ติดตามทางโซเชียลมีเดียของซูเปอร์สตาร์หนุ่มฮ็อตคนนี้ผู้เขียนก็ใจสั่นเสียแล้ว เพราะมี "ฐานแฟนคลับ" บนโลกออนไลน์จำนวนมหาศาล แค่เฉพาะในอินสตาแกรม ก็มีผู้ติดตามเฉียดๆ 30 ล้านคนเข้าไปแล้ว,เฟซบุ๊กอีก 6.8 ล้าน, ทวิตเตอร์ 6 ล้าน ตามด้วยยูทูบอีก 4.8 ล้าน นี่ยังไม่นับรวมเว่ยป่อ เว็บสังคมออนไลน์อันดับ 3 ของโลกจากจีน ที่มียอดผู้ติดตามอีกประมาณ 30 ล้านราย!

การดึงเอาคนดังคนมีชื่อเสียงระดับโลกมาเป็นพรีเซนเตอร์หรือแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับตัวสินค้านั้น นอกจากจะมีเป้าหมายเพื่อตอกย้ำคุณภาพ หรือหวังเจาะตลาดใหม่ๆ แล้ว ยังมีจุดประสงค์อีกหลายแง่หลายมุม เช่น ในประเด็นการซ่อมแซมแบรนด์และฟื้นฟูภาพลักษณ์

อย่างล่าสุดก็กรณีของ ลัคกิน คอฟฟี่(Luckin Coffee) แบรนด์กาแฟสัญชาติจีนที่มีแฟรนไชส์มากที่สุดในขณะนี้ได้ว่าจ้างให้ กู่อ้ายหลิงหรือไอลีน กู่นักสกีลูกครึ่งจีน-อเมริกัน วัย 18 ปีเจ้าของ 2 เหรียญทองในการแข่งขันปักกิ่งโอลิมปิกฤดูหนาว 2022เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้ ในจังหวะเวลาเดียวกับที่เด็กจีนรุ่นใหม่จำนวนมาก พากันยกให้สกีสาวทีมชาติจีนรายนี้ เป็นไอดอลของตนเอง

พี่แจ๊คก็มา คังคุไบก็มี กลยุทธ์ธุรกิจกาแฟผ่าน "กู่อ้ายหลิง" เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้ลัคกิน คอฟฟี่ จากจีน / ภาพ :@luckincoffee/Weibo

"ลัคกิน คอฟฟี่"ดึงเอา "กู่อ้ายหลิง"มาเป็น "แบรนด์แอมบาสเดอร์" ให้กับทางค่ายเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์ หาทางดึงลูกค้ากลับคืน หลังจากบริษัทเผชิญปัญหาในระดับวิกฤติเมื่อปี ค.ศ. 2020เนื่องจากเพราะถูกเปิดโปงเรื่อง "ตกแต่งบัญชี" จนถูกเพิกถอนออกตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก ทำให้ชื่อเสียงเสียหายหนัก จากนั้นก็มีการตั้งผู้บริหารชุดใหม่เข้ามาบริหารงานเพื่อแก้ปัญหา จนกระทั่งกลับมามีกำไรอีกครั้งในปีที่แล้ว แต่ภาพรวมบริษัทยังคงขาดทุนสะสมอยู่

"กู่อ้ายหลิง" เป็นสาวลูกครึ่งจีน-อเมริกัน เกิดที่สหรัฐอเมริกา พ่อเป็นอเมริกัน แม่เป็นคนจีน แต่เลือกโอนเป็นสัญชาติจีน เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวในฐานะนักสกีทีมชาติจีน จนได้เหรียญทองมาครองถึง 2 เหรียญ จากนั้นชื่อเสียงก็ดังสนั่นทั่วแดนมังกร เป็นที่ชื่นชอบคนรุ่นใหม่ชาวจีนยิ่งนักจนถึงกับมีการตั้งสมญาให้ว่า "ราชินีหิมะ"

จริงๆ แล้ว "กู่อ้ายหลิง" ได้รับเลือกจากลัคกิน คอฟฟี่ ให้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ มาตั้งแต่ช่วงอุ่นเครื่องก่อนพิธีเปิดการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวยิ่งพอมาได้เหรียญรางวัลเข้า เครื่องดื่มหรือผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับราชินีหิมะ ก็จำหน่ายขายดีเอามากๆ

ล่าสุดเมื่อต้นปีนี้เอง "ลัคกิน คอฟฟี่" ก็เปิดสาขาเพิ่มอีกเกือบ 360 แห่งทั่วจีน

หลังจากวิกฤตการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้พฤติกรรมของ "ผู้บริโภค" เปลี่ยนแปลงไป บริษัทใน "ธุรกิจกาแฟ" ทั่วโลกก็เริ่มออกแคมเปญทางการตลาด เพื่อรับรองการเปลี่ยนแปลงนี้ และปรับตัวให้ทันกับไลฟ์สไตล์ใหม่ของผู้บริโภค

เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วเช่นกันพลันมีข่าวที่สร้างความฮือฮาไปทั่ววงการกาแฟ เมื่อดาราซูเปอร์สตาร์ฮอลลีวู้ดอย่าง "แบรด พิตต์" ปรากฎกายในสป็อตโฆษณาเครื่องชงกาแฟอัตโนมัติของแบรนด์ดังอิตาลี "ดีลองกี้"(De’Longhi) ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ของค่าย เป้าหมายนั้นเพื่อโปรโมทเครื่องชงกาแฟรุ่น "Dinamica Plus"

พี่แจ๊คก็มา คังคุไบก็มี กลยุทธ์ธุรกิจกาแฟผ่าน แบรด พิตต์ และจอร์จ คลูนีย์ ในศึกชิงเจ้าเครื่องชงกาแฟ / ภาพ : De’Longhi / Nespresso

ธีมของสป็อตโฆษณาชุดนี้ต้องการสื่อความหมายว่าชงกาแฟดื่มอย่างมีคลาสอยู่ที่บ้านเหมือนแบรด พิตต์ ใครๆ ก็ทำได้ ผู้กำกับสป็อตโฆษณา จึงวางพล็อตเรื่องให้พระเอกขวัญใจมหาชน ขับมอเตอร์ไซค์คู่ชีพไปซื้อเมล็ดกาแฟคั่วแล้วกลับเข้าบ้าน มาชงเมนู “คาปูชิโน”จากเครื่องชงของดีลองกี้คลอเคล้าด้วยดนตรีประกอบ ซึ่งผู้เขียนยอมรับเลยว่า ฟังแล้วรื่นรมย์เอามากๆนอกจากเป้าประสงค์นี้แล้ว การเลือกพระเอกมาดเซอร์วัย 57 ปี ให้มาเป็นพรีเซนเตอร์แคมเปญโฆษณาระดับนานาชาติครั้งแรกของบริษัทนั้น ผู้บริหารค่ายดีลองกี้ บอกว่า มีความหมายมากกว่าแค่การทำงานกับ "ไอคอนสตาร์" ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก เหตุผลสำคัญก็คือ พิตต์เป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียง เป็นผู้สนับสนุนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม เป็นนักสะสมงานศิลปะ และหลงใหลในสถาปัตยกรรม จึงช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของบริษัทที่วางสถานะเป็น "ผู้นำ" ของวงการเครื่องชงกาแฟ

หลังจากสป็อตโฆษณาชุดนี้เปิดตัวได้ไม่กี่วัน ก็ถูกคอลัมนิสต์เว็บไซต์ข่าวธุรกิจโดยเฉพาะในสหรัฐ นำไปเปรียบเทียบกับสป็อตโฆษณาของค่ายคู่แข่งที่ทำมาก่อนหน้าแล้วประมาณว่าแคมเปญโฆษณากาแฟฟอร์มยักษ์ของค่ายดีลองกี้ จับเอา "แบรด พิตต์" ผู้นิยมดื่มคาปูชิโนในทุกๆ เช้า มาชนกับ "จอร์จ คลูนีย์" ผู้ชื่นชอบในเอสเพรสโซแคปซูล ของแบรนด์เนสเพรสโซ

พร้อมกันนั้นก็วิพากษ์วิจารณ์เสร็จสรรพว่า นี่คือ... สงครามระลอกใหม่ของแบรนด์เครื่องชงกาแฟระดับโลก

จอร์จ คลูนีย์ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับค่าย "เนสเพรสโซ" เครือข่ายของเนสท์เล่ มาตั้งแต่ปีค.ศ. 2006 เป็นดาราชูโรงให้กับสป็อตโฆษณานับสิบชุด แทบทุกชุดถูกออกแบบมาให้มีเนื้อหาที่สะท้อนถึงคาแรคเตอร์อันลุ่มลึกแต่ร่ำรวยอารมณ์ขันคลูนีย์มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้กาแฟแคปซูลจากค่ายเนสเพรสโซ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดยุโรปและสหรัฐว่ากันว่ารายได้ในฐานะ "แบรนด์แอมบาสเดอร์" ของซุปตาร์ฮอลลี้วู้ดคนนี้ อย่างต่ำๆ ก็ราว 40 ล้านดอลลาร์ทีเดียว

หลังบรรลุผลสำเร็จด้านความเป็นเลิศทางผลิตภัณฑ์แล้ว หลายๆ บริษัทก็มักจะอัพเกรดแบรนด์ ด้วยเพิ่มวิสัยทัศน์ด้านจริยธรรมทางธุรกิจเพื่อแสดงถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการบริหารกิจการ ไม่ว่าจะเป็นเพราะตั้งจิตเจตนาหรือกฎหมายตลาดหลักทรัพย์บังคับก็ตาม แต่แง่มุมนี้ก็ถือว่าช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ได้ไม่น้อยทีเดียว

กลางปีค.ศ 2015 บริษัทเคอริก กรีน เมาน์เท่น (ที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็นเคอริก ดีอาร์ เป๊ปเปอร์) ผู้ผลิตเครื่องชงกาแฟแบบเสิร์ฟเดี่ยวในชื่อแบรนด์ "เคอริก" เข้าไปซื้อกิจการบริษัทกาแฟ "ลาฟวิ่ง แมน ค๊อฟฟี่" ที่มี "ฮิว แจ๊คแมน" พระเอกดังอีกคนของโลกฮอลลีวู้ด เป็นผู้ร่วมก่อตั้งเป้าหมายเพื่อนำกาแฟของลาฟวิ่ง แมน ค๊อฟฟี่ ที่มีชื่อเสียงรู้จักกันดีในเรื่องแฟร์เทรด มาใช้กับแคปซูลกาแฟในเครื่องชงแบบเสิร์ฟเดี่ยวของเคอริก แล้วก็ให้เจ้าของบทบาทวูล์ฟเวอรีน ในภาพยนต์ X-Men รับหน้าที่เป็น "แบรนด์แอมบาสเดอร์" ของลาฟวิ่ง แมน ค๊อฟฟี่ ไปในตัวด้วย

พี่แจ๊คก็มา คังคุไบก็มี กลยุทธ์ธุรกิจกาแฟผ่าน "ฮิว แจ๊คแมน" รับบทบาทแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้ลาฟวิ่ง แมน ค๊อฟฟี่ / ภาพ : www.keurig.com/laughingman

ที่ผ่านมา เคอริกมักถูกโจมตีจากนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในเรื่องแคปซูลกาแฟที่กลายเป็นขยะมหาศาลในแต่ละปี ผู้เขียนเองก็ไม่แน่ใจว่าการซื้อแบรนด์กาแฟที่มีจุดเด่นด้านแฟร์เทรด จะช่วยเรื่องภาพพจน์ได้มากน้อยเพียงใดแต่ขณะเดียวกัน ในส่วนเคอริกเองได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบแคปซูลกาแฟจากที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งมาเป็นแบบ "รียูส" เพื่อลดขยะพลาสติกลงอีกทางหนึ่ง

ลาฟวิ่ง แมน ค๊อฟฟี่ เป็นร้านกาแฟฮิว แจ๊คแมน เปิดขึ้นที่ฮอลลีวู้ดมาตั้งแต่ปีค.ศ 2011 เนื่องจากให้ความสำคัญกับประเด็น “แฟร์เทรด” กาแฟที่ร้านใช้จึงสั่งซื้อโดยตรงมาจากชาวไร่กาแฟในพื้นที่ยากจนของเอธิโอเปีย, เปรู และโคลอมเบีย โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง แล้วก็นำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายกลับคืนสู่ชุมชนเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมด้าน "คุณภาพชีวิต" ผ่านทางมูลนิธิของแจ๊คแมนเอง

อีกตัวอย่างจากแดนภารตะที่ผู้เขียนใคร่ขอนำมาฝากท่านผู้อ่านทุกท่าน ได้แก่ กรณีบริษัท "เอ็มคาเฟอีน" (mCaffeine) ของอินเดีย มอบหมายให้ "อาเลีย บาตต์" ดาราบอลลีวูดค่าตัวแพงลิบลิ่ว ที่กำลังโด่งดังจากบทบาทในภาพยนตร์เรื่อง Gangubai Kathiawadiหรีอหญิงแกร่งแห่งมุมไบเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์พร้อมเปิดตัวสป็อตโฆษณาที่มีนางเอกคนดังมาเป็นพรีเซนเตอร์ให้

พี่แจ๊คก็มา คังคุไบก็มี กลยุทธ์ธุรกิจกาแฟผ่าน "เอ็มคาเฟอีน" ดึงตัว "อาเลีย บาตต์" มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ / ภาพ : www.facebook.com/mcaffeine/

อาเลีย บาตต์ บอกว่า ตัวเธอเป็นชอบกาแฟ แล้วก็เป็นคนรักธรรมชาติ จึงสอดคล้องกับแบรนด์ เอ็มคาเฟอีนที่มีผลิตภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากได้รับการันตีจากองค์กรพิทักษ์สัตว์อย่างพีต้าว่า เป็นผลิตภัณฑ์ตามแบบวิถีวีแกน คือไม่ใช่ของจากสัตว์เลย, ไม่ได้ทำการทดลองกับสัตว์ระหว่างการผลิต และเป็นแบรนด์ที่มีระบบจัดการขยะพลาสติกจากโรงงานให้เป็นศูนย์

อ้อ...ลืมบอกไปครับว่า "เอ็มคาเฟอีน" ไม่ใช่บริษัทผลิตเครื่องชงกาแฟ ไม่ใช่ร้านหรือโรงคั่วกาแฟ แต่อยู่ในกลุ่มธุรกิจสกินแคร์ จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณที่นำกากกาแฟมาใช้ ในรูปแบบของสครับขัดผิวและครีมอาบน้ำ!

คุณกำลังดู: พี่แจ๊คก็มา คังคุไบก็มี กลยุทธ์ธุรกิจกาแฟผ่าน "คอฟฟี่ แบรนด์แอมบาสเดอร์"

หมวดหมู่: อาหาร - ร้านอาหาร

แชร์ข่าว

โพสต์ล่าสุด