เอสแอลเอส กับอนาคตที่น่าเป็นห่วง

เอสแอลเอส กับอนาคตที่น่าเป็นห่วง

เว็บไซต์ สมาคมดาราศาสตร์ไทย นำเสนอบทความ เอสแอลเอสกับอนาคตที่น่าเป็นห่วง (for matichon only) โดย วิมุติ วสะหลาย ฝ่ายวิชาการสมาคม

การนับถอยหลังการส่งจรวดในภารกิจอาร์เทมิส 1 ได้เริ่มขึ้นแล้ว หากไม่มีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้น อาร์เทมิส 1 จะพุ่งทะยานขึ้นจากโลกในบ่ายของวันที่ 16 เพื่อมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ตามก้าวแรกในภารกิจนำมนุษย์กลับไปดวงจันทร์อีกครั้งขององค์การนาซา

เมื่อเรามองภาพการส่งจรวดของอาร์เทมิส 1 สิ่งหนึ่งที่เห็นโดดเด่นเป็นสง่าบนฐานส่งจรวดคือ จรวดลำยักษ์สูงเสียดฟ้าที่มีชื่อว่า เอสแอลเอส (Space Launch System) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นจรวดที่ทรงพลังที่สุดในโลกที่ยังประจำการอยู่

ทายาทของกระสวยอวกาศ

จรวดเอสแอลเอสในภารกิจอาร์เทมิส 1 มีความสูง 98.1 เมตร มีจรวดใหญ่สีส้มเข้มเป็นลำแกน และมีจรวดเล็กสองลำสีขาวขนาบข้าง เมื่อมองเผิน ๆ อาจรู้สึกว่าจรวดรุ่นนี้มีความละม้ายคล้ายคลึงกับกระสวยอวกาศ ซึ่งเป็นระบบขนส่งอวกาศของนาซาที่ปลดระวางไปแล้ว ต่างเพียงแค่เอายานโคจรที่มีรูปร่างคล้ายเครื่องบินออกเท่านั้นเอง หากใครคิดว่าเอสแอลเอสคือกระสวยอวกาศที่ถอดยานโคจรออกก็เกือบถูกเลยทีเดียว เพราะวิศวกรออกแบบจรวดเอสแอลเอสโดยใช้ระบบขับดันของกระสวยอวกาศเป็นพื้นฐานจริง ๆ

ไม่เพียงแต่พัฒนาขึ้นมาจากกระสวยอวกาศเท่านั้น แม้แต่ชิ้นส่วนจรวดบางชิ้นรวมถึงเครื่องยนต์ก็ถอดเอาจากกระสวยอวกาศมาใช้ ดังนั้นจะกล่าวว่าเอสแอลเอสเป็นทายาทสายตรงของกระสวยอวกาศก็ไม่ผิดนัก

เมื่อ อาร์เทมิส 1 ได้พุ่งทะยานขึ้นจากโลกไปแล้ว อีกสัปดาห์เศษก็จะไปถึงดวงจันทร์ตามก้าวแรกในภารกิจนำมนุษย์กลับไปดวงจันทร์อีกครั้งขององค์การนาซา

เมื่อมองดูจรวดเอสแอลเอส จะรู้สึกถึงความใหญ่โต สง่างาม และน่าเกรงขามของยักษ์ใหญ่ตนนี้ ด้วยพลังขับถึง 39 ล้านนิวตัน ทำให้จรวดเอสแอลเอสได้ชื่อว่าเป็นจรวดที่มีแรงขับสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างกันมา มีระวางบรรทุกสูงสุดถึง 95 ตันที่วงโคจรใกล้โลก หรือ 27 ตันไปดวงจันทร์ ทำให้เอสแอลเอสครองความเป็นจ้าวพลังแห่งห้วงอวกาศได้อย่างไม่ต้องสงสัย

แต่ทราบหรือไม่ว่า จรวดแซตเทิร์น 5 ที่เคยนำมนุษย์ไปเดินบนดวงจันทร์ในโครงการอะพอลโลมีระวางบรรทุกสูงสุดถึง 140 ตันที่วงโคจรใกล้โลกทั้งที่มีแรงขับของเครื่องยนต์เป็นรองเอสแอลเอสถึง 15 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งกว่านั้น เอสแอลเอสยังเป็นระบบที่แพงมาก มีการประเมินว่าเอสแอลเอสมีค่าใช้จ่ายในการส่งจรวดต่อครั้งไม่ต่ำกว่าสองพันล้านดอลลาร์ ในขณะที่แซตเทิร์น 5 ที่ว่าแพงมากแล้วก็ยังมีต้นทุนการส่งจรวดราวครึ่งหนึ่งของเอสแอลเอสเท่านั้น

ช่างเป็นเรื่องน่าขันที่เทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากว่าถึงครึ่งศตวรรษกลับช่วยให้นาซาทำได้เพียงสร้างจรวดที่แพงขึ้นแต่ประสิทธิภาพด้อยลง

เอสแอลเอสใช้แนวคิดโบราณอย่างไม่น่าเชื่อ การนำสัมภาระขึ้นไปอยู่บนยอดจรวดตามแบบเดิมมีเหตุผลที่ดี เพราะเป็นการปิดจุดอ่อนที่เคยมีในระบบกระสวยอวกาศทิ้งไป แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าโบอิ้งซึ่งเป็นผู้รับงานจากนาซาให้พัฒนาเอสแอลเอสเลือกทำก็คือ การพาระบบเอสแอลเอสกลับไปสู่ระบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ทั้งที่ระบบอวกาศยานใช้ซ้ำคือแนวคิดที่กำลังจะเป็นแนวทางหลักในอนาคตการขนส่งอวกาศ หลายองค์กรหลายชาติก็เลือกที่จะเดินตามแนวทางนี้ เช่นจีนก็กำลังจะพัฒนาระบบอวกาศยานใช้ซ้ำแบบสมบูรณ์อยู่ แม้แต่รัสเซียที่เคยเมินเฉยต่อระบบใช้ซ้ำมาตลอดก็ยังยอมรับว่าจะปฏิเสธแนวทางนี้ไม่ได้เสียแล้ว และเมื่อไม่นานมานี้ก็ประกาศว่าจะพัฒนาจรวดใช้ซ้ำบ้าง แต่เอสแอลเอสกลับสวนกระแสด้วยการย้อนกลับไปเป็นระบบจรวดใช้ทิ้งแบบเดิมซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ทำให้นักวิเคราะห์หลายคนเรียกเอสแอลเอสว่า เป็นระบบจรวดไดโนเสาร์

ขณะนี้มีเสียงจากส่วนต่าง ๆ ในสหรัฐอเมริกาเรียกร้องให้นาซาให้ทบทวนการเลือกใช้เอสแอลเอสเป็นยานหลักในการสำรวจอวกาศในอนาคตแล้วหันไปใช้ระบบอื่นที่ราคาถูกกว่าแทน

ระบบอื่นที่กล่าวถึงมีหลายตัวเลือก ที่น่าจับตามองที่สุดคือ สเปซเอกซ์ ซึ่งเป็นผู้พัฒนาระบบขนส่งอวกาศที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ปัจจุบันเป็นผู้ให้บริการจรวดฟัลคอน 9 จรวดฟัลคอนเฮฟวี ยานดรากอน ยานครูว์ดรากอน และขณะนี้กำลังพัฒนาจรวดซูเปอร์เฮฟวีกับยานสตาร์ชิปอย่างแข็งขันซึ่งกำลังก้าวหน้าไปอย่างมาก ระบบของสเปซเอกซ์มีจุดเด่นคือเป็นระบบที่ค่าใช้จ่ายถูกมาก ฟัลคอนเฮฟวีมีระวางบรรทุกสูงสุด 64 ตันที่วงโคจรใกล้โลก แม้จะยังต่ำกว่าเอสแอลเอส แต่ฟัลคอนเฮฟวีมีต้นทุนในการส่งจรวดครั้งละประมาณ 100 ล้านดอลลาร์ ยิ่งกว่านั้น หากจรวดซูเปอร์เฮฟวีพัฒนาขึ้นสำเร็จและทำได้ดังกล่าวอ้างไว้ ก็จะเรียกได้ว่า ซูเปอร์เฮฟวี-สตาร์ชิปเหนือกว่าเอสแอลเอสทุกด้าน เพราะจะมีระวางบรรทุกสูงสุดราว 150 ตันซึ่งสูงกว่าเอสแอลเอส แต่มีค่าใช้จ่ายถูกกว่านับร้อยเท่า สเปซเอกซ์เคยอ้างถึงตัวเลขประเมินที่ดูน่าเหลือเชื่อว่า ซูเปอร์เฮฟวีมีค่าใช้จ่ายในการส่งจรวดครั้งละไม่ถึง 10 ล้านดอลลาร์เท่านั้น

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบของสเปซเอกซ์มีค่าใช้จ่ายถูกมากก็คือการเป็นระบบใช้ซ้ำที่เอสแอลเอสเมินหนีนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ณ ขณะนี้องค์การนาซาก็ยังไม่มีท่าทีจะเปลี่ยนใจ ยังคงเลือกเอาเอสแอลเอสเป็นพาหนะหลักอันดับหนึ่งต่อไป อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่า 5 ภารกิจแรกของอาร์เทมิสที่จะใช้เอสแอลเอส แต่ในอนาคตข้างหน้า เมื่อถึงวันที่จรวดซูเปอร์เฮฟวีและยานสตาร์ชิปพร้อมประจำการ เราอาจเห็นสเปซเอกซ์พานักท่องเที่ยวไปชมดวงจันทร์ปีละสามสี่เที่ยวบิน ในขณะที่เอสแอลเอสพามนุษย์อวกาศของนาซาไปดวงจันทร์ได้ไม่เกินปีละหนึ่งเที่ยวบินในราคาที่แพงกว่าหลายร้อยเท่า เมื่อนั้น เสียงตั้งคำถามจากอเมริกันชนผู้เสียภาษีก็จะดังขึ้น การเปรียบเทียบก็จะชัดเจนเป็นรูปธรรมขึ้น และอาจทำให้นาซาตัดสินใจได้ง่ายขึ้นด้วย

คุณกำลังดู: เอสแอลเอส กับอนาคตที่น่าเป็นห่วง

หมวดหมู่: เทคโนโลยี

แท็กที่เกี่ยวข้อง:

แชร์ข่าว

โพสต์ล่าสุด