"วินนี่ ปาซ" นักมวยยุคจตุรเทพ ที่คว้าแชมป์โลกได้ด้วยการฝังเหล็กในหัว คาง และ คอ

"วินนี่ ปาซ" นักมวยยุคจตุรเทพ ที่คว้าแชมป์โลกได้ด้วยการฝังเหล็กในหัว คาง และ คอ

ในกีฬาชกมวยแค่โยนผ้าขาวยอมแพ้ทุกอย่างก็จบลง ณ ตรงนั้น ... ไฟต์ต่อไปจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของอนาคต อย่างไรก็ตามในชีวิตจริงนั้นหากเกิดยอมแพ้ขึ้นมาเเล้วต่อให้โยนผ้าขาวเป็น 100 ผืน สิ่งที่เกิดขึ้นเเล้วไม่ได้จบลงแค่ตรงนั้น ทุกอย่างยังต้องดำเนินต่อไปและนั่นหมายความว่าผู้แพ้จะต้องปรับตัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นให้ได้

นี่คือเรื่องราวของ วินนี่ ปาซ แชมป์โลก 2 รุ่นรวม 5 สมัย.... ครั้งแรก ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ไม่เท่าไหร่เพราะมันเกิดขึ้นในวันที่เขายังหนุ่มยังเเน่นและฟิตที่สุดเท่าที่เคยเป็น 

ทว่าครั้งต่อไปนี่สิต้องเรียกว่าปาฏิหาริย์ เพราะเขาขึ้นชกหลังจากร้างเวทีไปถึง 14 เดือน ด้วยร่างกายที่ดามไปด้วยเหล็กทั่วตัว และสภาพที่ตอนแรกหมอเคยบอกไว้ว่า "แค่เดินก็ยังไม่ต้องหวัง"  

ติดตามจุดเปลึ่ยนกับการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต ในฐานะคนคนหนึ่งของ วินนี่ ปาซ ได้ที่นี่

ชายที่กำลังไล่หลัง 4 จตุรเทพ

ในช่วงปลายยุค 70s ต่อยุค 80s เรียกได้ว่าเป็นยุคทองของมวยรุ่นน้ำหนักเบาเลยก็ว่าได้ หลังจากที่ยุคเฮฟวี่เวตจบลงพร้อมๆกับยุคสมัยของ โจ เฟรเซียร์, จอร์จ โฟร์แมน และ มูฮัมหมัด อาลี ที่ทำให้กระแสของรุ่นใหญ่ก็จางไป ก็เป็นช่วงเวลาที่มีนักชกรุ่นน้ำหนักเบาโผล่ขึ้นมาทีเดียว 4 คน ที่คอมวยยุคนั้นเรียกกันว่า "จตุรเทพ" ซึ่งประกอบด้วย โรแบร์โต้ ดูรัน,โทมัส เฮิร์น,มาร์วิน แฮคเลอร์ และ ชูการ์ เรย์ เลียวนาร์ด ที่ขึ้นชกกันเมื่อไหร่บัตรขายเกลี้ยงเมื่อนั้น

ณ นาทีนั้นยากมากที่จะมีนักมวยคนใดสอดแทรกขึ้นมายืนในตำแหน่งจุตรเทพได้ และทั้ง 4 กลายเป็นแรงบันดาลใจของนักมวยรุ่นน้ำหนักเบาที่หวังจะไปยืนในจุดที่ยิ่งใหญ่ทั้งชื่อเสียงและตำแหน่งแชมป์ นอกจากนี้ยังรวมถึงการทำเงินมหาศาลแบบที่มวยรุ่นน้ำหนักนี้ไม่เคยทำได้มาก่อนอีกด้วย 

หนึ่งในเด็กหนุ่มที่จับตาดูกระแสของโลกหมัดมวยอย่างใกล้ชิดคือ วินนี่ ปาเซียนซ่า หรือ "วินนี่ ปาซ" ที่กำลังเดินบนเส้นทางแห่งแชมเปี้ยนเหมือนกับไอดอลของเขา 


Photo : www.independent.co.uk

ปี 1983 วินนี่ สามารถเทิร์นโปรและขึ้นชกเป็นครั้งแรก จากนั้นเส้นทางของเขาก็สดใสในระดับหนึ่ง เรียกได้ว่าแม้จะไม่ใช่ดาวรุ่งพุ่งแรงระดับเป็นที่คาดหวังของวงการ แต่ก็เป็นชัยชนะได้เรื่อยๆจนเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาในยุคที่กลาง 80 ที่เหล่าจตุรเทพแต่ละคนเริ่มโรยราลง จนเริ่มมีคนเรียกเขาด้วยฉายา "ปาซมาเนี่ยน เดวิล" ล้อเลียนกับชื่อสัตว์ Tasmanian Devil ที่เป็นสัตว์ที่มีช่วงกรามเเข็งที่สุดในบรรดาสัตว์กินเนื้อขนาดเล็กนั่นเอง 

ฉายาของเขาบอกทุกอย่าง ปาซมาเนี่ยน เป็นมวยน้ำอดน้ำทนดี และบู๊แลกตลอดจนเป็นขวัญใจแฟนมวย แม้จะไม่ได้ชนะตลอดแต่การสู้จนหยดสุดท้าย ได้เลือดแทบทุกไฟต์ ไม่ว่าจะเลือดคนอื่นหรือเลือดตัวเอง ทำให้ชื่อเสียงของ ปาซมาเนี่ยน โด่งดังขึ้นมาจนหลายคนเริ่มจับตามองเขามากขึ้น ด้วยการคว้าแชมป์ ไลท์เวต ในปี 1987 ก่อนจะพีกสุดๆในช่วงปลายยุค 80s ที่เอาชนะ รอน อามันด์เซ่น และ กิลเบิร์ต เดเล่ คว้าแชมป์รุ่นไลท์ มิดเดิลเวต 2 สถาบันทั้ง WBA และ IBC 

ทว่าชีวิตของคนเรานั้นไม่มีอะไรที่แน่นอนสักอย่าง แม้กระทั่งเรื่องของความตาย ที่ไม่รู้จะมาเยือนเราเมื่อไหร่ บางครั้งที่คิดว่าคงจะต้องตายแน่ๆกลับไม่ตาย เเละนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ วินนี่ ปาซ ในปี 1991 

ในช่วงชีวิตที่ดีที่สุดของอาชีพนักมวยและกำลังไล่หลัง 4 จุตรเทพในแบบที่เขาอยากจะเดินตามรอย ปาซ กลับประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างรุนแรง ชนิดที่ว่าเมื่อเข้าโรงพยาบาลและถึงมือหมอแล้ว สิ่งที่หมอตอบกลับมาทันทีคือบอกให้ทุกคนลืมเรื่องการป้องกันแชมป์ของ วินนี่ ปาซ ไปได้เลย เพราะหลังจากนี้เขามีไฟต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตรออยู่ นั่นคือการเอาชีวิตรอดและสู้กับโรคภัยไข้เจ็บที่แรงเกินกว่าที่ใครคาดไว้

 

14 เดือนตัดสินชะตา 

อุบัติเหตุครั้งนั้นทำให้ วินนี่ กระดูกสันหลังและกระดูกคอหัก นั่นคือจุดสำคัญของมนุษย์ จะเก่งมาจากไหนเมื่อจุดยุทธศาสตร์ที่ควบคุมร่างกายบุบสลาย มันยากเกินจะคาดเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น จะเป็นตายร้ายดี กลับมาเป็นปกติหรือพิการตลอดชีวิต พระเจ้าเท่านั้นที่เป็นผู้ตัดสิน 


Photo : www.birminghammail.co.uk

การโยนเหรียญเสี่ยงทายชะตาของ วินนี่ ปาซ ออกมาแบบแทงกั๊กนั่นคือจะดีก็ไม่ใช่ จะร้ายที่สุดจนถึงขั้นเสียชีวิตก็ไม่ถึงขนาดนั้น เพียงแต่ว่าเขาต้องอยู่อย่างคนพิการที่ร่างกายไม่สมบูรณ์ แม้หมอรักษาเขาอย่างเต็มที่ แต่อย่างไรก็ไม่เหมือนเดิม เขาต้องใส่เหล็กประคองที่กระดูกสันหลังและคอ เพื่อให้ทรงตัวอยู่ได้ ส่วนเรื่องการกลับมาเดินได้หรือไม่นั้นแพทย์ผู้ดูแลอาการบอกว่า "ไม่น่าจะเป็นไปได้" 

"ไม่มีทางหมอ มาพูดอะไรแบบนั้น อย่าว่าแต่เดินเลย ลูกชายของผมมีโปรเเกรมจะชกในเดือนหน้า เขาจะต้องทำได้สิ เขาเป็นนักสู้อยู่แล้ว วินนี่ คืออัญมณีที่เปล่งประกายที่สุดในโลก" แองเจโล่ ปาเซียนซ่า พ่อของ วินนี่ ว่าไว้หลังได้ยินคำวินิจฉัย

ความรู้สึกของคนที่เคยเเข็งแกร่งและช่วยตัวเองมาได้ตลอดชีวิต เมื่อได้พบว่าวันหนึ่งร่ายกายที่เคยมีไม่ใช่ของตัวเองอีกต่อไป เขาจะต้องนอนติดเตียงและลุ้นให้เกิดปาฎิหาริย์ นั่นคือสิ่งที่ยากจะทำใจยอมรับ

เขากำลังจะเดินขึ้นถึงยอดเขา แต่กลับโดนถูกถีบลงมาและเอาดินกลบจนมิด ณ ตอนนี้สิ่งเดียวที่จะทำให้เขาทะลุการถูกฝังขึ้นมาได้คือ "พลังใจและความเชื่อมั่นเท่านั้น" .... ยอมแพ้เเล้วได้อะไร?  เพราะต่อให้ยอมแพ้ก็ยังหนีความจริงไม่พ้นอยู่ดี เขายังไม่ตาย และยังต้องสู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นแบบเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นขอเลือกสู้จนหยดสุดท้ายยังดีเสียกว่า

"ทำไมผมจะไม่รู้ว่าผมกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากที่สุดในชีวิต คอของผมเกือบหัก และทำอะไรแทบไม่ได้ สิ่งเดียวที่ผมคิดได้คือต้องเสี่ยงที่จะสู้ต่อไป ผมต้องทอยลูกเต๋าแห่งโชคจะตา จะเสี่ยงแค่ไหนก็ต้องลองดู" 

การนอนติดเตียงไปตลอดชีวิตก็ไม่ต่างจากการนอนรอความตาย นั่นคือสิ่งที่ วินนี่ จะสื่อ เขาใช้เวลานอนอยู่บนเตียงราว 3 เดือนและรู้สึกว่ายิ่งนอนสภาพจิตใจของเขาก็ยิ่งแย่ลง ดังนั้นเขาจึงทำในสิ่งที่หมอห้าม นั่นคือการลุกขึ้นมาและออกกำลังกายเท่าที่จะทำได้... แม้จะเสี่ยงถึงชีวิตก็ตาม เพราะถ้าหากเขาดูแลตัวเองไม่ดี เขาจะต้องกลายเป็นอัมพาตไปตลอดชีวิต  สิ่งที่เกิดขึ้นจากนี้คือเกมเดิมพัน ที่ วินนี่ ปาซ เรียกมันว่า "เกมชีวิต" ถ้าพลาด... โอกาสแก้ตัวจะไม่มีอีกเเล้ว และเขาจะจมลงบนเตียงกลายเป็นคนที่ขยับไปไหนไม่ได้อีกต่อไป

 

ปรัชญาของ วินนี่ 

วินนี่ ปาซ เริ่มไม่กลัวตายหลังจากติดเตียงอยู่ได้ 3 เดือน เขาเริ่มจากการโยนลูกบอลเด้งกับกำแพงที่โรงพยาบาล อย่างน้อยๆให้ส่วนที่ไม่เจ็บไม่ปวดได้เคลื่อนไหว ทำให้ร่างกายสดชื่น และทำให้จิตใจฮึกเหิมมากกว่าการอยู่เฉยๆ 

"แผนการที่ผมเตรียมไว้สำหรับเกมชีวิตของผมคือผมต้องทำร้ายตัวเองก่อน แม้จะเจ็บอยู่บ้างก็ต้องทำ เริ่มจากการเล่นกับลูกบอลก่อนเป็นอันดับแรก คุณรู้ดีว่าปัญหาเกิดกับคุณทุกด้านแต่ปรัชญาคือสิ่งที่จะทำให้คุณผ่านมันไปได้ .... คุณต้องห้ามยอมแพ้ นั่นคือปรัชญาชีวิตของผม... ชีวิตที่ไม่สู้ ไม่ต่างอะไรกับการไม่มีชีวิต" วินนี่ ว่ากับ MenHealth 

"วันหนึ่งขณะอยู่ตามลำพัง พ่อของผมออกไปทำงาน แม่ของผมไปทำงานที่ร้านของชำ ผมอยู่กับตัวเองและทบทวนว่ามันไม่ใช่เวลาที่ผมจะต้องมานอนเสียเวลาบนเตียงบัดซบนี่ ผมจะต้องลุกจากเตียง กลับไปที่ห้องใต้ดินที่บ้านของผม เล่นเวตแบบที่เคยทำ ตายเป็นตาย เพราะผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องมานอนอะไรแบบนี้หรอก... ผมเริ่มจากการพยุงตัวเองลงมาจากเตียงและเวตดูเป็นครั้งแรก นั่นคือความเจ็บปวดที่มากที่สุดในชีวิต น้ำตาไหลออกมาเพราะมันเจ็บแบบไม่เคยคาดคิดมาก่อน"

"ผมไม่ไหว... ผมออกมาจากตรงนั้นและนั่นพักที่เก้าอี้ แต่สายตาผมยังมองไปที่ดัมเบลนั้น และหลังจากนั้นผมตัดสินใจเดินกลับไปหามันอีกครั้ง เพื่อยกมันขึ้นมา.... นั่นล่ะคือสิ่งที่ผมเป็น" 


Photo : www.sportsjournal.ae

วินนี่ ใช้เวลาช่วงพักฟื้นที่บ้านระหว่างที่แม่และพ่อของเขาออกไปทำงาน เป็นช่วงเวลาแอบออกกำลังกาย เพราะแม่เขาสั่งห้ามเด็ดขาดตามคำสั่งของหมอ แต่เธอไม่รู้เลยว่าลูกชายของเธอทำในสิ่งต้องห้ามและเเข็งแกร่งขึ้นทุกวัน ในสภาพผู้ป่วยติดเตียงที่เธอเห็น มีเบื้องหลังของร่างกายที่เเข็งแกร่งขึ้นภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

"แม่ผมเจอเสื้อผ้าที่เปียกเหงื่อตอนที่กลับบ้าน เธอด่าผมว่านี่แกออกกำลังกายเหรอ? ผมบอกว่าเปล่า ไม่รู้เสื้อมันเปียกได้ยังไงเหมือนกัน" วินนี่ ปาซ เล่าย้อนความหลังของการแอบสร้างปาฎิหาริย์เพียงลำพัง

สุดท้ายเขาไม่อยากจะโกหกแม่อีกต่อไป วันหนึ่งแม่ของเขาเข้ามาหาในห้องและเขาบอกกับเธอตรงๆว่า "แม่ ผมอยากจะกลับมาเป็นนักมวยอีกครั้ง ไม่อย่างนั้นผมขอตายซะดีกว่า" แม่ของเขาห้ามไม่ให้เขาพูดคำนั้นอีกแต่วินนี่ ตอบกลับอย่างชัดเจนว่า

"ผมไม่พูดมันอีกก็ได้ แต่เดี๋ยวผมจะทำให้เห็นเลย" จากนั้นเส้นทางการคัมเเบ็คที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคนที่มีเหล็กดามกระดูกสันหลังและคอก็เริ่มขึ้น

 

คนที่พระเจ้าพร้อมช่วย

เมื่อทุกคนรู้ว่าเขาเริ่มออกกำลังกาย ก็มีแต่คนห้าม บางคนบอกว่าเขาเป็นแชมป์โลกเเล้ว ไม่มีอะไรต้องพิสูจน์เเล้ว รักษาเนื้อรักษาตัวกลับมาเป็นคนปกติให้ได้ก็พอ ทว่าปรัชญาและความหวังที่ตั้งไว้มันเข้มข้นและชัดเจนอย่างที่สุด นาทีนี้ วินนี่ ปาซ เขาเสี่ยงตายแบบเต็มตัว ไม่ใช่แค่การยกน้ำหนักเพื่อกลับมาเดินได้ แต่เขาจะกลับมาเป็นนักมวยอย่างจริงจัง


Photo : patch.com

เขาเริ่มเล่นเวต กลับมาออกกำลังกายเต็มรูปแบบชนิดที่ใครห้ามก็ไม่ฟัง เพราะเขารู้ตัวเองดีว่าความจริงนั้นใกล้เข้ามาทุกขณะ และสิ่งที่เหลือเชื่อก็เกิดขึ้น วินนี่ ปาซ สามารถถอดฮาโล(เหล็กประคอง) ออกได้ 100% เขาสามารถประคองและทรงตัวได้หมดเหมือนกับที่เคยเป็นในอดีต ปาฎิหาริย์เกิดขึ้นจากการไม่ยอมแพ้ และทันทีที่แพทย์ระบุว่าเขากลับมาเป็นปกติ วินนี่ ปาซ ก็เลือกจะลงนวมเพื่อพิสูจน์ช่วงเวลาตลอด 13 เดือนแห่งความยากลำบากว่า เขาจะสามารถเอาชนะมันได้หรือไม่ 

เขาเชิญ เรย์ โอลิเวร่า นักชกรุ่นเดียวกันมาเพื่อลงนวม แต่ด้วยความสนิทสนมที่มีต่อกัน เรย์ ไม่กล้าเอาจริงกับเขาเพราะกลัวว่าถ้าชกไปจังๆ วินนี่ อาจจะกลับมาเป็นผู้ป่วยติดเตียงอีกครั้ง ซึ่งวินนี่ บอกว่าไม่อยากต่อยก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวเขาจะทำให้ เรย์ โอลิเวร่า ออกหมัดเอง

การลงนวมผ่านไปอย่างเชื่องช้าในยกแรกก่อนที วินนี่ ปาซ จะเร่งเครื่องเข้ามาในยกที่ 2 และ 3 เขาไล่ชก เรย์ จนทำให้ เรย์ เริ่มโมโหและเอาจริงขึ้นมา ทว่าต่อให้ เรย์ โอลิเวร่า เอาจริง เขากลับไม่สามารถทำคะแนนใส่ วินนี่ ได้  วินนี เป็นฝ่ายชนะและทุกคนรู้ว่าแชมป์โลกกลับมาเเล้ว

วินนี่ เริ่มกลับมาชกจริงจังและเอาชนะคู่ชกรวด 6 ไฟต์ในเวลาแค่ 2 ปี ถึงตอนนี้ทางสมาคม IBO ก็พิจารณาเรื่องการชิงเข็มขัดเส้นเดิมที่เคยเป็นของ วินนี่ ปาซ กลับคืนมา ด้วยการจัดโปรเเกรมให้พบกับ แดน เชอร์รี่ นักชกจาก แคนาดา ซึ่ง วินนี่ ก็สามารถน็อค เชอร์รี ได้ในยกที่ 11 จากการชกทั้งหมด 15 ยก นั่นคือการคัมแบ็คที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาจะนึกถึง


Photo : www.aspentimes.com

"ผมตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ ท้องเสียนิดหน่อย และแขนและหมัดของผมก็แทบจะไม่ไหวแล้วเมื่อชกกับ เเดน เชอร์รี่ แต่นอกจากที่กล่าวมาทั้งหมด ผมรู้สึกดีที่สุดในชีวิต" 

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือ วินนี่ ปาซ กลับมาเป็นนักชกที่ท็อปฟอร์มได้อีกครั้งหลังจากคว้าแชมป์ IBO เขาก็ขยับมาเป็นแชมป์ในสถาบันที่ใหญ่ขึ้นด้วยการเอาชนะ โรแบร์โต้ ดูรัน หนึ่งในสี่จุตรเทพที่เขาบูชา  

แม้ว่า ดูรัน ในเวลานั้น(ปี 1994) จะอายุมากเเล้ว แต่นั่นคือชัยชนะที่ วินนี ปาซ ภาคภูมิใจที่สุด เพราะนอกจากจะเป็นแชมป์แล้ว เขายังสามารถเอาชนะไอดอลของเขาได้อีกด้วย แถมยังเป็นการชนะ 2 ครั้ง 2 ครา ทั้งชิงแชมป์ และป้องกันแชมป์อีกต่างหาก 

 

การคัมแบ็คครั้งประวัติศาสตร์

สิ่งที่หลงเหลือจากชัยชนะของ วินนี่ ปาซ ไม่ใช่แค่เข็มขัดเเชมป์โลก แต่มันคือการสร้างสปิริตนักสู้ในฐานะคนๆหนึ่งที่ไม่เคยยอมแพ้โชคชะตา แม้ ปาซ จะบอกเสมอว่า "นี่คือบัญชาจากพระเจ้า" ที่ทำให้เขากลับมาได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือการที่เขากล้าเดิมพันกับชีวิตที่มีแค่ครั้งเดียว ลุกจากเตียงและมาทำในสิ่งที่คนทั้งโลกห้าม... แม้จะเห็นแก่ตัว แต่มันคือการเสี่ยงที่ทำให้เขาได้รับชัยชนะจากเกมชีวิตเกมนี้ และนั่นเองที่เป็นบทเรียนกับตัวของเขาเอง และรวมถึงอีกหลายๆคนด้วย


Photo : yahoo.com

"ไม่ว่าจะในแง่ของชีวิตและอาชีพหน้าที่การงาน คุณจำเป็นต้องอดทนนะ ชีวิตมันยากลำบากเสมอ อะไรที่ไม่คาดคิดมันก็เกิดขึ้นได้โดยไม่ทันได้เตรียมตัว แต่อย่าลืมว่าความหวังและความหมายของชีวิตสำหรับคุณคืออะไร สำหรับตัวผม ผมขอแค่กลับมาเป็นตัวเองที่ผมรักก็พอ และการจะทำอย่างนั้นได้คุณเองไม่สามารถหนีช่วงเวลาที่ยากลำบากพ้น" 

"ถ้าคุณคิดว่าชีวิตมาถึงทางตันในการไล่ล่าความฝันเเล้ว ผมอยากแนะนำให้คุณอย่าเพิ่งล้มเลิกมัน สิ่งที่ทำให้เกิดความสำเร็จง่ายที่สุดคือการไม่ถอดใจ .... เหมือนกับผมที่ผมชกมวยเพราะผมรักมวยและผมอยากทำจริงๆ... ผมไม่เคยคิดจะล้มเลิกความตั้งใจนั้น" วินนี่ ปาซ กล่าว

ตอนที่ทุกคนหมดหวังว่าเขาจะกลับมาเดินได้ มีเพียง วินนี่ ปาซ เท่านั้นที่ค้านคำสั่งจากหมออยู่ในใจ เขารับฟังแต่ไม่ยอมแพ้ และนำมาซึ่งการเป็นนักมวยที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักมวยรุ่นหลัง .... ขนาดคนที่เคยบอกว่าเดินไม่ได้ยังเคยเป็นแชมป์โลกถึง 5 ครั้ง ไม่มีเหตุผลอะไรที่คุณจะต้องล้มเลิกและยอมแพ้ถ้ายังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่

นี่คือสิ่งทีเกิดขึ้นกับ วินนี่ ปาซ ที่ไม่ว่าคุณจะเป็นนักมวยหรือไม่คุณสามารถเอาเขาเป็นแบบอย่างที่ดีได้เสมอ

 มันคือตัวอย่างที่ทำให้เรายืนยันต่อไปในยุคที่หลายสิ่งหลายอย่างติดขัด ฝืดเคือง และยากลำบากเช่นนี้... สู้ให้เต็มที่ พึ่งตัวเองให้มากเข้า และพระเจ้าจะเข้าข้างคุณในท้ายที่สุด 

คุณกำลังดู: "วินนี่ ปาซ" นักมวยยุคจตุรเทพ ที่คว้าแชมป์โลกได้ด้วยการฝังเหล็กในหัว คาง และ คอ

หมวดหมู่: มวย

แชร์ข่าว

โพสต์ล่าสุด